2006/May/30

เบื่อ... โลกนี้มันช่างน่าเบื่อเหลือ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชั้นไม่เคยคิดแบบนี้เลยศักครั้ง หากมาวันนี้วันที่ฉันสูญเสียบุคคลที่รักทั้งสองคนไปแล้วนั่นแหละ เมื่อก่อนชั้นมีทั้งพ่อ แม่ และน้อง พวกเราอยู่กันอย่างมีความสุข ไม่ได้ไปเที่ยวไหนไกลในวันหยุดก็เพียงแค่เดินห้าง ไปว่ายน้ำ ดูหนัง ตามไสตล์ของครอบครัวทั่วไปเท่านั้น แค่ฉันก็รู้สึกสนุกและชอบมันมาก

ในตอนนี้ฉันเหลือเพียงแค่น้องชายเพียงคนเดียว แต่ฉันไม่สามารถที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขาได้มากมายนัก เด็กหนุ่มที่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นนั้นมีความคิดเป็นตัวของตัวเองสูงมากๆ ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคอยดูความเปลี่ยนแปลงของน้องชายชั้นอยู่ตลอด หากแต่ว่ามันช่างน่าเบื่อเหลือเกินนะ พวกเราสองพี่น้องต้องแยกกันอยู่ ฉันอยู่กับญาติฝ่ายพ่อ น้องไปอยู่อีกที่ที่ไม่มีกฏระเบียบมากนัก ฉันมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ในแบบของเด็กๆ ฉันรู้ตัวฉันดี มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วล่ะ ตั้งแต่วันที่พ่อของฉันได้จากไป

วันนั้นฉันกำลังนั่งเรียนพิเศษของชั้นม.1อยู่ เพื่อนของฉันก็เข้ามาเรียกให้เก็บของกับบ้านทั้งที่อีกไม่นานก็จะเลิกแล้วแท้ๆ ฉันเดินลงไปเจอกับแม่และลุงผู้เป็นพี่ของแม่ยืนรออยู่ แม่ของฉันในตอนนั้นท่านหน้าซีดมาก แต่อาจเพราะความไร้เดียงสาของฉันกระมังที่ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร จนเมื่อลุงของฉันพูดขึ้นมาในรถนั่นแหละ ฉันถึงได้รู้และนั่งนิ่งเหม่อมองข้างจอกตลอดเวลาที่ใช้กลับบ้าน ฉันเดินลงมาจากรถก็เจอกับพวกญาติๆที่รู้ข่าวและมาถึงก่อน พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกับชั้น แน่ล่ะทุกคนกำลังช็อคที่สูญเสียพี่หรือน้องของตนไปแบบที่ไม่ทันตั้งตัว ฉันเดินเข้าบ้านเพื่อไปกราบลาพ่อ ท่านกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้เหมือนดังเช่นตอนเช้าที่ชั้นออกจากบ้านไป จะต่างก็เพียงแค่ใบหน้าที่ซีดลงกับลมหายใจที่ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ฉันกราบลงที่ข้างตัวของพ่อเพราะกลัวว่าหากน้ำตาที่ไหลลงมาราวทำนบเขื่อนแตกไปโดนตัวท่านนั้น จะทำให้ท่านไม่สามารถไปสวรรค์ได้ ฉันไม่มีโอกาสจะตอบแทนอะไรท่าน ก็ได้แค่เพียงไม่ทำให้ท่านไปไม่สบายก็เท่านั้น

ช่วงเวลานี้โลกของฉันได้พังทลายลงไปส่วนนึงแล้ว หากแต่ยังคงมีคนคอยค้ำจุนคือแม่กับน้องชายของฉัน เด็กน้อยในตอนนั้นไร้เดียงสาเสียยิ่งกว่าฉันร้องไห้ออกมาเกือบตลอดเวลา ฉันไม่รู้จะปลอบน้องยังไงดีได้เพียงแต่จับมือของเค้าเอาไว้เท่านั้น ตอนที่พ่ออยู่ในโลงชั้นก็เป็นคนเข้าไปดูว่าเรียบร้อย ฉันไม่ได้รู้อะไรหรอกนะ ก็แค่ไม่มีใครขยับนี่นาแล้วฉันก็นึกว่าจะได้เห็นหน้าของพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ฉันเลยเดินเข้าไปเอง พ่อกำลังนอนหลับอยู่อย่างสงบภายในโลงไม้นั้น ในมือของพ่อมีตุ๊กตาผู้หญิงอยู่ซึ่งเป็นตัวแทนของอาสาวของฉันที่เสียไปเมื่อปีก่อน ก่อนจะปิดฝาโลงคนทำพิธีก็เรียกให้ญาติทุกคนมาป้อนข้าวให้ผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย ตั้งแต่ตอนที่เดินมาดูแล้ว ฉันยังไม่ได้หยุดร้องไห้เลย ฉันรู้ตัวดีตอนนี้น่ะชั้นเจ็บตามากๆ แต่ก็หยุดร้องไม่ได้ พอหยุดอีกสักพักก็ร้องออกมาอีก แล้วก็ต่อด้วยการนำโลงศพไปสู่ศาลาฉันไปคนถือรูปของพ่อ ส่วนน้องถือกระถางธูป เมื่อรถข้ามสะพานทุกคนก็หยิบเศษเงินโยนลงไปเป็นพิธี พวกเราพาพ่อมาที่วัดแถวบ้านอาม่า เพื่อที่อาม่าจะได้มาที่วัดได้ง่ายๆ ตลอดสัปดาห์นั้นฉันแทบไม่ได้พูดกับใครเลย แทบจะแม้แต่กับพวกญาติๆด้วยซ้ำ

ระหว่างช่วงงานศพนั้นถึงแม้ทุกคนจะเศร้า แต่ก็ด้วยความที่ยังเป็นเด็ก พอมีเด็กที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันหลายๆคนเข้าก็ต้องมีซนกันบ้าง น้องชายฉันลงไปวิ่งเล่นกับน้องๆ(นับจากอายุฉันนะ) ฉันเองก็ใช่จะไม่ได้ลงไปเล่นด้วยหรอกนะ เพียงแต่ฉันชอบที่จะนั่งอยู่ข้างแม่พับกระดาษที่ใช้ในพิธีกงเต็ก จนกระทั่งวันเผาเชื่อมั้ยนอกจากฉันจะแทบไม่ได้คุยกับเพื่อนในห้องแล้วชั้นยังไม่ได้บอกใครเรื่องนี้สักคนแม้แต่คุณครู ฉันบอกไปแค่เพื่อนซี้ของฉันสองคนเท่านั้น ซึ่งวันนี้ทั้งสองคนก็มาด้วย ฉันน่ะนะไม่ร้องไห้แล้วล่ะ มันร้องไม่ออกน่ะ พอเห็นน้องที่นั่งนิ่งกลั้นน้ำตาอยู่ใต้จีวรสีเหลืองกับผู้เป็นแม่ที่อ่อนเพลียยืนร้องไห้อยู่ ฉันต้องเข้มแข็ง นี่คือสิ่งที่ฉันคิด และนี่อาจทำให้ฉันไม่ร้องไห้ออกมาอีกก็ได้

หลังจากวันนั้นมาทุกอยู่กันตามปกติ แต่แม่ก็เริ่มที่จะทำงานหนักๆไม่ค่อยไหว แต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากที่พ่อเสียไปแล้วเกือบปี ร้านขายยาที่บ้านของฉันเริ่มเปิดน้อยลงเพราะแม่ไม่แข็งแรง การเงินภายในบ้านก็เริ่มไม่ค่อยดี แม่เป็นโรคที่มีอาการคือเม็ดเลือดขาวไม่ทำงาน หากไม่สบายก็จะเป็นหนักกว่าคนทั่วๆไป ไปหาหมอแต่ละทีก็หมดไปหลายพัน

ข้างบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามาก่อนพ่อจะเสียไม่นานเริ่มออกลาย พวกนั้นหลอมทองกันกลางดึก แรกๆก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ แต่นานๆเข้าก็แย่สารเคมีที่มาจากการหลอมทองนั้นส่งกลิ่มเหม็นมากๆ มีอยู่คืนที่แม่ถึงกับเรียกตำรวจมาเลย ฉันไม่ได้ลุกขึ้นมาดูหรอกนะ เพราะมัวแต่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม มันเหม็นมากจนเหมือนกับมีอะไรมาเผาทางเดินหายใจถ้าชั้นโผล่หน้าออกไป แต่แล้วพวกนั้นก็รอดไปได้ไม่โดนตั้งข้อหาอะไร เงียบไปพักใหญ่ก็กลับมาซ่าอีก คราวนี้บรรดานกที่ฉันเลี้ยงไว้น่ะตายไปตั้งหลายตัวโดยเฉพาะเจ้าปลาย ฉันรักมันมาก เวลาว่างๆนั้นฉันชอบปล่อยมันออกมาจากกรงให้มาอยู่เป็นเพื่อนฉัน ปลายน่ะฉลาดมากๆแต่พอคู่ของมันตายก็ซึมไปมากจนฉันต้องขึ้นไปเล่นกับปลายทุกครั้งที่กลับจากโรงเรียน จนกระทั่งวันที่เจ้าปลายตาย วันนั้นฉันขึ้นไปหาเจ้าปลายเหมือนปกติที่ทำอยู่ แต่ฉันไม่เห็นปลายอยู่ในกรง ตอนแรกฉันก็นึกว่าปลายนอนอยู่ในบ้านที่ติดไว้ข้างๆ แต่พอจะเปิดกรงเท่านั้น เจ้าแก้วนกแก้วที่อยู่กรงข้างๆนั้นร้องเสียงดังอาละวาดหนักไม่ให้ฉันเปิดกรงของปลาย ฉันตกใจรีบลงไปเรียกแม่ขึ้นมา แม่เอาผ้ามาบังไม่ให้แก้วเห็นฝั่งกรงของปลาย เมื่อเปิดเข้าไปฉันได้เห็นแค่เพียงร่างไร้วิญญาณของปลายเท่านั้น มันนอนอยู่เหมือนปกติที่ฉันเคยแอบขึ้นมาดูตอนดึก เจ้านกน้อยที่เคยเกาะหัวฉันเวลาฉันอ่านหนังสือตอนนี้มันไม่มีแม้แต่ลมหายใจ ฉันไม่ได้ฝังปลายแต่ฉันเผา ให้คนข้างบ้านนั้นรู้ไปเลยว่าได้ทำนกของฉันตายไปเป็นตัวที่สี่แล้ว!!! แต่คนเหล่านั้นก็ไม่ได้สนอะไร ก็แค่นกนี่ไม่ใช่คนสักหน่อยจะไปสนทำไมล่ะ ฉันว่านี่คือสิ่งที่พวกนั้นคิด แม่อยากที่จะย้ายออกมาบ้านหลังนี้แต่ก็ไม่ได้ย้ายสักที เพราะคนที่อยู่ในบ้านหลังที่จะย้ายเข้าไปนั้น เค้าไม่ยอมย้ายออกสักทีทั้งที่ลูกชายชวนไปอยู่ด้วย(ปัจจุบันยังคงอยู่กันตามภาษายายแก่สองคน) จะให้ย้ายไปอยู่ในบ้านที่เป็นชื่อของฉันกับน้องก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะพวกเค้าไม่ยอมแน่ๆ พวกฉันกับแม่จึงต้องทนอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป แล้วรู้มั้ยฉันน่ะเลี้ยงนกไว้ทั้งหมดแปดตัว น้องฉันเลี้ยงกระรอกอีกตัว แล้วก็สุนัขอีกตัว นกของฉันตายหมดไม่เหลือรวมทั้งเจ้าปอยกระรอกที่น้องฉันเอามาเลี้ยงได้แค่สัปดาห์เดียว คิดดูซิว่าตอนนั้นฉันต้องเศร้าแค่ไหน

ทว่าบางทีธรรมชาติก็ช่วยปลอบประโลมคุณได้อย่างมาก ใช่แล้วฉันไปเที่ยวป่า เที่ยวน้ำตกกับที่บ้าน ถึงจะเป็นการไปทำงานของแม่ด้วยก็เหอะ แต่ฉันดีใจนะ เพราะพวกเราไม่ได้มาเที่ยวพร้อมหน้ากันไกลๆนานมากแล้ว น้ำตกที่ไปนั้นสวยมากๆ น้ำหลายสายไหลลงมาจากที่สูงราวกับมีชีวิตกระทบโขดหินกระจายเป็นละอองน้ำสีขาว บรรยากาศภายรอบเย็นสบายยิ่งนัก โดยเฉพาะน้ำในลำธารเมื่อกวักขึ้นมาล้างหน้าแล้วช่างสดชื่นเสียเหลือเกิน แม่ของนั่งห้อยขาอยู่ตรงโคนไม้ไม่ไกลจากฉัน ท่าทางจะเย็นถูกใจเค้ามากเลยล่ะนะ ลงจากน้ำตกพวกเราก็ไปอีกที่ไม่ไกลนัก แถวนี่มีทั้งลำธารน้ำเย็น ที่ไม่ได้เย็นตามชื่อ ไม่รู้ถูกเรียกได้ไง กับลำธารน้ำร้อนที่ร้อนพอจะลวกไข่ได้ทีเดียว และทำให้ฉันรู้ว่าเพราะอะไรถึงได้เรียกเป็นลำธารน้ำเย็น บรรยากาศที่นี่ร่มลื่นพอๆกับน้ำตก เพียงแต่ว่าต้นไม้ขึ้นรกกว่า ทำให้รูปที่ฉันถ่ายตอนแรกมืดเหมือนถ่ายกันในตอนกลางคืนเลยล่ะ(โดยเฉพาะรูปแรกลืมแฟลซ) ความจริงที่นี่มีบ่อน้ำร้อนให้ลงไปแช่ด้วยนะ ฉันเองก็อยากลงแต่ไม่กล้าอ่ะ เอาไว้ไปแช่ที่ญี่ปุ่นดีกว่า(ถ้าได้ไปนะ) ตรงนี้มันกลางแจ้งอ่ะน่าอายออก พอพวกเราเที่ยวกันจนบ่ายแก่แล้ว แม่ก็ต้องทำงานของตนเพราะใกล้ถึงเวลานัด แต่ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ให้พวกเรานั่งรอในรถประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น จากนั้นก็ขับรถกลับกรุงเทพฯกัน กลับถึงบ้านพวกเราแทบจะสลบคาหมอน ก็เหนื่อยนี่ เที่ยวกันมาทั้งวันไม่เหนื่อยได้ไงล่ะ ก็ยังคงมีแค่คนเดียวล่ะนะที่ขยัน ก็แม่ไงลงมือทำกับข้าวอย่างรวดเร็ว ทั้งที่แค่เดินออกไปกินนอกบ้านก็ได้แท้ๆ ขยันจริงๆ

หลังจากวันนั้นไม่นานแม่ก็ต้องเข้าโรงพยาบาล ตอนแรกน่ะพวกเราไม่รู้ว่าแม่ป่วยเป็นอะไรหรอกนะ รู้เพียงแค่ว่าต้องมีการดูดน้ำออกจากไขสันกลังเท่านั้น แม่อยู่ที่โรงพยาบาลนานเป็นเดือน ระหว่างนั้นอาอี้ที่เป็นพี่ของแม่ฉันคอยมาดูแล จนแม่อาการดีขึ้นกลับมาอยู่บ้านอี้ก็ช่วยดูแลให้ระหว่างที่ฉันไปโรงเรียน แม่ไม่เจริญอาหารเอามากๆ ขนาดข้าวต้มที่ชั้นต้อมให้แม่นั้นแม่ยังกินไม่หมด กินน้อยยิ่งกว่าแมวดมเสียอีก แม่กลับมาอยู่บ้านเพียงสัปดาห์กว่าๆก็ต้องกลับโรงพยาบาล วันที่แม่กลับไปนั้นดีที่คุณลุงมาเยี่ยม ไม่งั้นแค่ฉันคนเดียวคงแย่น่าดู อาการคราวนี้ของแม่แย่มากๆ แย่ถึงขนาดที่ว่าหมอเข้ามาถามเกี่ยวกับเรื่องที่ หากว่าคนไข้มีอาการโคม่าไม่สามารถหายใจหรือสมองตายจะให้ใช้เครื่องช่วยมั้ย และเป็นที่แน่นอนว่าลุงบอกไปว่าไม่ต้อง นี่เป็นความต้องการของแม่เองด้วย เพราะพวกเค้ามีคุยกันเรื่องนี้ก่อนหน้าไม่นานนัก

การสอบกลางภาคที่ใกล้เข้ามาทำให้ฉันแทบไม่มีเวลาไม่เยี่ยมผู้เป็นแม่ ยังดีที่อี้ว่างที่จะมาคอยดูแลเหมือนเดิม ส่วนฉันก็ได้แค่เพียงมาดูตอนเย็นจนหมดเวลาเยี่ยมเท่านั้น เวลาผ่านไปกว่าสัปดาห์ ฉันไปเยี่ยมแม่แต่เช้าเพราะเป็นวันหยุดแล้วไปดูน้องที่มีแข่งวันนี้ เสร็จแล้วก็กลับมาดูแม่อีกรอบจน 2ทุ่มก็กลับบ้าน ตั้งแต่วันที่แม่เข้าโรงพยาบาลรอบสอง ฉันยังไม่เคยได้ยินแม่พูดหรือขยับตัวเลยและวันนี้เองก็เช่นกัน หลังจากที่ฉันกลับมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลที่โทรมาบอกเรื่องแม่ ฉันนึกดีใจเพราะคาดว่าแม่พื้นแล้ว แต่ไม่เลย แม่ยังไม่พื้นและไม่มีทางที่จะพื้นอีกต่อไป เพราะแม่ได้เสียไปแล้วเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา หมอไม่สามารถยื้อชีวิตของแม่ได้แม้ว่าจะใช่เครื่องกระตุ้นหัวใจแล้วก็ตาม ฉันจำไม่ได้ว่าทำอะไรไปบ้างหลังจากนั้น รู้เพียงแค่ว่าฉันนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นจนน้องกลับบ้านมา ฉันไม่อยาดจะบอกเค้าเลย แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ ยังไงพรุ่งนี้เค้าก็ร้องรู้อยู่ดีตอนที่ลุงมารับไปรับศพของแม่ เพราะทางโรงพยาบาลโทรไปบอกแทนชั้นแล้ว พวกเค้าคงรู้ว่าฉันคงไม่สามารถโทรไปแจ้งญาติด้วยตัวเองได้ และฉันก็ขอบคุณที่เค้านึกอย่างนั้นจริงๆ พวกเราสองพี่น้องนั่งร้องไห้ด้วยกัน ฉันพยายามปลอบน้องทั้งที่ก็ยังไม่หยุดร้องไห้เหมือนกัน

คืนนั้นพวกเรานอนบนเตียงด้วยกันบนเตียงของแม่ ฉันไม่สนหรอกว่าจะมีใครห้ามไม่ให้นอนบนเตียงของคนตายรึไม่ เพราะถึงยังไงถ้าฉันไม่นอนเตียงนี้แล้วจะให้ฉันไปนอนที่ไหนล่ะ บนฟูกกับน้องก็ขอผ่านล่ะเล็กแถมโดนเตะทั้งคืนด้วยยิ่งไม่มีทางล่ะนะ กลางคืนผ่านพ้นเข้าสู่เช้าวันใหม่ ก็ไม่เช้านักหรอกเพราะกว่าฉันจะตื่นก็ปาไปเกือบ 9 โมงเช้าแล้ว ลุงมาหาพวกเราที่บ้านหลังจากนั้นไม่นาน ฉันไล่ให้น้องไปอาบน้ำแล้วรอญาติฝ่ายแม่ที่จะมาที่นี่ก่อนไปรับศพ ส่วนฉันไปบ้านฝั่งพระนครกับลุง ลุงสั่งให้ฉันตัดผม ให้ตายสิผมที่ฉันอุตส่าห์ไว้ยาวมาเกือบถึงกลางหลังโดนหั่นซะสั้นเหลือแค่ 1นิ้วก่อนถึงติ่งหู เสร็จจากตัดผมก็กลับไปที่โรงพยาบาลทำพิธีเพื่อพาร่างของแม่ไปยังวัดที่จองไว้ ก็เหมือนกับตอนของพ่อล่ะนะ เพียงแต่ว่าคราวนี้ฉันจำไม่ได้ล่ะว่าร้องไปมากแค่ไหน หรือแทบไม่ได้ร้องเลย เหมือนกับเป็นการปิดกั้นความทรงจำจากเรื่องที่เศร้าจนรับไม่ไหวสุดๆล่ะมั้ง ตลอดสัปดาห์นั้นฉันแทบไม่ได้ไปเรียนเลย เรียกให้ถูกคือฉันหมกตัวอยู่แต่ในบ้านล่ะนะ จะออกก็ช่วง 5โมงเย็นนั่นแหละเพื่อจะไปวัด ที่ฉันไม่ไปแต่เช้าเพราะไม่อยากโดนบ่นเรื่องที่ไม่ไปโรงเรียนล่ะนะ แล้วที่จริงนี่ก็เป็นสัปดาห์ก่อนสอบ ไม่ค่อยมีใครมาเรียนกันหรอก ส่วนใหญ่อยู่บ้านอ่านหนังสือกันหมด ฉันที่จะมาแจ้งข่าวในวันอังคารยังงงเลยว่าเพื่อนหายไปไหนหมด(มีเพื่อนห้องอื่นบอกให้ว่าหยุดกันยกห้องเพราะนัดกันไว้เมื่อวานที่ฉันหยุดไป) ช่วงเช้านี้ฉันก็เลยได้แต่เดินบอกบรรดาอาจารย์ให้ครบทุกคนแล้วขอออกจากโรงเรียนก่อน ดีที่ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนมา เพราะไม่งั้นกว่าจะได้ออกก็หลังบ่าน3 โน่นแหละ โรงเรียนชั้นเข้มงวดในเรื่องนี้มากๆ แล้วฉันก็ได้บอกเพื่อนๆในวันพุธซึ่งเป็นวันสุดท้าย วันที่ร่างของแม่จะยังอยู่ในโลกก่อนจะเหลือเพียงแค่เถ้ากระดูก

เพื่อนๆใจดีกับชั้นมาก ถึงแม้วันนี้พวกเค้าจะมีงานที่ต้องทำกันแต่ก็ยังอุตส่าห์บอกว่าจะไปแม้จะไปกันได้ไม่ทั้งห้องก็ตาม ชั้นนั่งเรียนกับเพื่อนๆจนหมดคาบ 2 ทั้งๆที่ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียน แต่อาจารย์ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเข้าใจ หลังจากนั้นชั้นก็ไปวัด ชั้นอยู่ในวัดตลอดทั้งวันที่เหลือจนถึงเวลางานบรรดาแขกเหรื่อก็มากันพอสมควร ญาติๆจากต่างจังหวัดก็มาด้วย นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ชั้นได้เจอพวกเค้าเกือบทั้งหมด จากนั้นไม่นานเพื่อนๆในห้องชั้นก็มา พิธีผ่านไปอย่างเรียบง่าย และชั้นเองก็ไม่ได้ร้องไห้ มันร้องไม่ออก ร้องไม่ออกจริงๆนะ ทั้งๆที่หลังจากนั้นพอมีใครสะกิดถึงเรื่องนี้เพียงนิดเดียวชั้นก็ร้องไห้จนเกือบจะทำนบแตกแท้ๆ

หลังจากวันนั้นชั้นก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านอาม่า และเริ่มเข้าวงการคอส(ความจริงเข้าก่อนหน้านี้แล้วแต่ยังไม่ได้คอสแค่ไปเดินเล่น) ช่วงนั้นชั้นรู้สึกกสนุกกับมันแม้ว่าในบางครั้งแล้วชั้นยังรู้สึกเหมือนกับว่าฝืนอยู่บ้างก็ตาม ก็จริงล่ะนะชีวิตชั้นเหมือนจะหยุด จบไปตั้งแต่วันที่แม่ได้จากไป ทั้งๆที่ชั้นคิดว่าตัวเองปลงได้แล้วเชียวนะ การใช้ชีวิตของชั้นมันพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น แต่ทำไมกันนะ ทำไมชั้นถึงได้ไม่รู้สึกสนุก อยากที่จะใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าที่สุดเลยล่ะ ทำไมชีวิตของชั้นมันเหมือนกับถูกหยุดเอาไว้ ทั้งๆที่ชั้นก็ยังก้าวเดินออกไปด้วยล่ะ จนมาถึงปัจจุบัน ชั้นมีเพื่อนเพิ่มขึ้นเยอะด้วย แต่ก็ยังรู้สึกหว้าเหว่ รู้สึกว่ายังอยู่ตัวคนเดียว ไม่ต้องพูดถึงน้องชายชั้นหรอกเค้ามีวิถีชีวิตของเค้าเองแล้ว มีลูกแล้วแม้จะยังทำตัวเป็นเด็กเหมือนเดิมก็ตาม

เพื่อนแต่ละคนที่ก้าวเข้ามาชั้นคบกับพวกเค้าด้วยความจริงใจ แต่ชั้นไม่รู้หรอกว่าพวกเค้าคิดกับชั้นยังไง ก็ชั้นไม่ใช่พระเจ้านี่จะได้ล่วงรู้ความคิดของผู้อื่น แล้วถ้าชั้นเป็นพระเจ้า ชั้นคงไม่ปล่อยให้พ่อกับแม่ตายหรอก การที่ชั้นยังรู้สึกหว้าเหว่ทั้งที่ยังมีเพื่อนอาจเป็นเพราะชั้นปิดใจตัวเองเอาไว้ในบางส่วน หรืออาจเป็นเพราะพวกเค้าไม่ได้คบกับชั้นด้วยใจจริงกันแน่นะ พวกเค้าแทบไม่เคยชวนชั้นไปเที่ยวด้วย การชวนนั้นก็เหมือนกับเรื่องที่ขัดเสียไม่ได้ แล้วส่วนใหญ่ที่ชวนก็มีแค่ช่วงที่รู้จักกันแรกๆเท่านั้น ชั้นเบื่อ เบื่อมาก เบื่อจนไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ก็ยังคงต้องเสแสร้ง เสแสร้งว่ามีความสุข สนุก หัวเราะในทุกๆเรื่อง ชั้นคงเป็นจอมเสแสร้งแล้วล่ะมั้ง ยิ่งรู้สึกเหมือนโดนหักหลังจากเพื่อนที่ไว้ใจที่สุดด้วยแล้ว การเสแสร้งของชั้นมันยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะชั้นไม่มีที่ๆจะปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาอีกแล้ว พอแล้วล่ะ พอกันทีกับคนพวกนั้น

วงการคอสที่ที่ชั้นแคยรู้สึกเป็นตัวของตัวเองที่สุด ในตอนนี้คงไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว เพราะชั้นมีเพื่อนที่ต้องเสแสร้งด้วยมากขึ้นทุกที เมื่อไหร่กันที่ชั้นจะได้เลิกเสแสร้ง ใครก็ได้ช่วยจริงใตกับชั้นหน่อยสิ ชั้นข้อร้องล่ะขอร้องจากใจจริง ได้โปรดเถอะ ก่อนที่ชั้นจะจมหายไปในการเสแสร้งนี้ ชั้นเหนื่อย ชั้นอยากพัก แต่การพักนั้นคือการจบทุกสิ่งทุกอย่าง ชั้นอยากจะลืมอีกสักครั้งจัง แต่คราวนี้ขอเป็นการลืมทุกสิ่งทุกอย่างนะ เผื่อว่าชั้นจะไม่ต้องเสแสร้งอีกต่อไป

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

โย่ว์ เป็นไงมั่งกับฟิคที่เพิ่งอ่านจบไป ที่แต่งตอนแรกนั้นมันเบื่อๆ แต่หลังๆนี่สิออกแนว....... เหอๆ คงพอจะรู้นะ

เราก็ไม่รู้ว่าฟิคนี้มันแรงไปมั้ยในความรู้สึกของเพื่อนๆ แต่เราว่ามันแรงช่วงท้ายๆอ่ะ อ่านแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง ก็เม้นท์บอกกันหน่อยนะ

ขอบคุณที่ช่วยอ่านนะ >w<

2006/Apr/01

ก่อนอื่นเลย ก่อนที่จะไปอ่านเนื้อเพลง ขอบอกตรงนี้ก่อนว่าใครที่ชอบนาย กกรุณาปิดไปได้เลย เราไม่ได้เกลียดนาย ก อ่ะนะ แต่ก็ไม่ได้ชอบด้วย แถมๆจะค่อนไปทางเกลียดซะมากกว่า เนื้อเพลงนี้เราได้มาอีกที ไม่รู้ว่าเคยได้กันรึยัง แต่ก็ไม่รู้ล่ะนะ เมื่อได้มาแล้วเราก็ต้องเอามาแจกจ่ายให้ทุกคนได้รู้เหมือนๆกัน

เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปอ่านกันได้เลย

ไอ้หน้าเหลี่ยม

สี่เหลี่ยมก็มีสี่ด้าน ไอ้คนหน้าด้าน คือไอ้หน้าเหลี่ยม
ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก มันจะตกนรก กะลาหัวไม่เจียม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ไอ้ลูกกระจ๊อกหน้าเหลี่ยม มันเลียแข้งเลียขา
ไอ้หน้าเหลี่ยมมันเป็นคนพันธุ์ทาง พูดไทยปนฝรั่งยังกับโก้ตายห่า(เฮ้ย)
ฝ่ายค้านก็รวมหัวบอยคอต ประชาชนก่อหวอดมันก็ยังตากหน้า
มันหน้าด้านไม่เป็นลูกผู้ชาย มันกลัวจะโดนลากไส้ มันเลยยุบสภา(หุย)
ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม มันแจกแบงค์ใหม่เอี่ยมให้คนเข้าคูหา
เอาบัตรปลอมปนๆไปมั่ง มันก็ได้รับเลือกตั้งมาตั้ง 19 ล้านกว่า
โดนไล่มันก็ไม่ยอมลาออก ใครถามก็บอกว่าสายๆชาติหน้า
มันขายชินฯ ขายชาติเบ็ดเสร็จ มันฮุบประเทศให้โคตรอาเตี่ยโคตรอาม่า

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม
โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม อำนาจหน้าเหลี่ยมมันซื้อด้วยเงินตรา
มันรวมหัวลอยค่าเงินบาท ป่วนเศรษฐกิจชาติเพราะมันตุนดอลลาร์
กฏหมายถ้ามันมีช่องโหว่ มันก็เอาหัวโผล่ออกไปทำการค้า
พอเรื่องปูดมันก็จ้างทนาย แต่มันลืมมอบหมายให้พูดเรื่องจรรยา
มันซื้อที่ดินเก็งกำไร มันรู้ข้อมูลภายใน ว่าจะมีรถไฟฟ้า
นโยบายมันเอื้อประโยชน์ มันรวยกันทั้งโคตรไปจนถึงขี้ข้า
ของนอกมาตีตลาดในประเทศ เพราะมันเปิดฟรีเทรดแลกกับไอพีสตาร์
มันทำตัวเป็นมาเฟียร์ธุรกิจ รึดไถทุจริต แล้วมันยังสั่งอุ้มฆ่า(หุย)

สี่เหลี่ยมก็มีสี่ด้าน ไอ้คนหน้าด้าน คือไอ้หน้าเหลี่ยม
ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก มันจะตกนรก กะลาหัวไม่เจียม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม มันคิดแต่หาเล่ห์เหลี่ยมไม่กินข้าวกินปลา
เวลาหิวกินคลื่นความถี่ ไม่ก็ไปรษณีย์ ไม่ก็การไฟฟ้า
ของว่างมันก็กินลำไย แกล้มกับทีพีไอ ไม่ก็กินต้นกล้า
มันเทคโฮมหุ้น ปตท. ไปฝากโอ้คฝากอ้อที่บ้านจ้นทร์ส่องหมา

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม มันคิดแต่หาเล่ห์เหลี่ยม นอนก็ไม่เต็มตา
มันหมกมุ่นเรื่อง CTX จนลืมเรื่องเซ็กซ์ ที่มันชอบนักหนา
มันกังวลเรื่องแอมเพิลริช จนมันลืมรูดซิปตอนไปเยี่ยวออกมา
มันเป็นห่วงกลัวดวงจะดับ กลัวโดนยึดทรัพย์ กลัวสหบาทา

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม
โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ประชานิยมหน้าเหลี่ยมมันเป็นพระคุณตายห่า
มันให้กู้กองทุนหมู่บ้าน จนเป็นหนี้หัวบานจนไปถึงรากหญ้า (เฮ้ย)
พักชำระหนี้ ธกส. แต่เหลือเงินพอซื้อมือถือถ้วนหน้า
บ้านเอื้ออาทรหลอกแดก คุณภาพห่วยแตก ปลูกเองถูกกว่า (หุย)
ค้ายามันให้ฆ่าตัดตอน เพราะมันกลัวเดือดร้อนไปถึงตัวหัวหน้า
มันเอาหวยขึ้นมาไว้บนดิน 3 ส่วนโกงกิน อีก 1 ส่วนการศึกษา
30 บาทรักษาทุกโรค เบาหวานหวัดนก มันก็ให้แดกพารา
พอขาลงมันก็เล่นละครเป็นกะหรี่ กอดคนนู้นกอดคนนี้ มันทำเป็นบีบน้ำตา(หุย)

สี่เหลี่ยมก็มีสี่ด้าน ไอ้คนหน้าด้าน คือไอ้หน้าเหลี่ยม
ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก มันจะตกนรก กะลาหัวไม่เจียม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ไอ้อย่างหนาหน้าเหลี่ยมมันขี้โกงเป็นบ้า
เอาเงินยัดศาลรัฐธรรมนูญ สั่งคดีซุกหุ้นไม่ให้พิจารณา (เฮ้ย)
องค์กรอิสระอัปรีย์ มันให้พวกขันทีไปจัดซื้อจัดหา
มันติดสินบนข้าราชการ ใครที่ซูฮกมันได้เลื่อนขั้นทะเล่อทะล่า

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ไอ้ทรราชหน้าเหลี่ยม มันทำตัวอหังการ์
มันอยากเป็นรัฐบุรุษ ไอ้หมาหัวเน่าหางกุด จะชูคอเทียบป๋า
มันไม่รู้ที่สูงที่ต่ำ มันพูดจาระยำจาบจ้วงราชา
มันอวดดีแต่งตั้งสังฆราช ที่หน้าตาประหลาดเพราะมันเป็นมารศาสนา

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม
โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ไอ้นาซีหน้าเหลี่ยมมันมีแต่คำมุสา
มันขี้ฮกว่ามันจับโจรใต้ คนดีๆต้องตาย ยังโดนยัดข้อหา (เฮ้ย)
มันบอกว่ามันเป็นคนดี แต่มันโกงภาษี มันให้ลูกรับหน้า
มันบอกว่าทำตามระเบียบ แต่ถ้ามันเสียเปรียบ มันก็แก้กติกา
มันจะซื้อลิเวอร์พูล ฟูแล่ม มันกุข่าวหน่อมแน้ม มากลบความชั่วช้า
มันดูถูกเรื่องสัตยาบัน แต่มันเขียนอีกอัน มันบอกว่ามันเตรียมมา
มันบอกจะปราบคอร์รัปชั่น ปราบภาษาพ่อ.แดกกันยิ่งกว่า
มันคุยว่ามันมีธรรมะ พอจับได้จะๆ มันบอก"ตถตา"

สี่เหลี่ยมก็มีสี่ด้าน ไอ้คนหน้าด้าน คือไอ้หน้าเหลี่ยม
ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก มันจะตกนรก กะลาหัวไม่เจียม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม มันหน้าตาสี่เหลี่ยมยิ่งกว่าทรงเรขา
น้องมันก็พุงป่องสมองฝ่อ ปลอมวุฒิ ปวช.ไปเรียนต่อปริญญา
ลูกสาวมันก็โง่ฉิบหาย ขนาดโกงแทบตายยังได้แค่ 2กว่าๆ
ลูกชายมันก็ไอคิวต่ำ มันต้องใส่แว่นดำ ก็เพราะมันติดยา
เมียมันโกงแล้วก็ไม่เจียม เดินเอ็มโพเรียมก็เลยโดนเขาด่า
ความผิดมันอีกหลายกระทง ตั้งแต่ธรณีสงฆ์ ไปถึงโปรเจ็คเมกก้า (เฮ้ย)
กลางคืนคงเอาตีนกุมขมับ อยากจะนอนให้หลับ มันยังต้องฉีดยา
อีกหน่อยมันคงเป็นโรคประสาท ไปแก้ผ้าอาละวาดอยู่บนป้ายโฆษณา (หุย)

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม
โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ถ้าขืนให้มันหน้าเหลี่ยมไปจนถึงสมัยหน้า
เมืองไทยคงกลายเป็นคุกลับๆ เป็นที่ตั้งฐานทัพพวกอเมริกา (เฮ้ย)
สิงคโปร์มันจะเข้านอกออกใน วางมาดเส้นใหญ่ ไม่ต้องปั๊มวีซ่า
หมอผีเขมรจะร่ำรวย ร่ายเวทย์ล้างซวยเวลาเหี้ยเข้าสภา (หุย)
มันคงจะแฮบเงินกองทุน ไปปล่อยกู้อุดหนุนเศรษฐกิจพม่า
ประเทศไทยมันคงเอาเข้าตลาด ขายหุ้นละ 1 บาท บอกว่าราคาพาร์ (เฮ้ย)
ให้อากู๋เปลี่ยนเนื้อเพลงชาติ ลิขสิทธิ์ผูกขาดทั้งชาตินี้ชาติหน้า
ฮิตเล่อร์กลับชาติมาเกิดใหม่ เป็นลูกคนสุดท้ายชื่อเด็กชายพวงทองทา

สี่เหลี่ยมก็มีสี่ด้าน ไอ้คนหน้าด้าน คือไอ้หน้าเหลี่ยม
ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปร์โตก มันจะตกนรก กะลาหัวไม่เจียม

ไอ้หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม หน้าเหลี่ยม ไอ้คนที่รักหน้าเหลี่ยมมันมีแต่รวยอื้อซ่า
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สุรเกียรติ์-สมคิด-คงศักดิ์ วัฒนา(เฮ้ย) ชิดชัย วรรณสถิตย์-ไอ้สมัคร-ดุสิต-วิษณุ-วาสนา-สุวรรณ วลัยสถุล-ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา (หุย) สุนีย์ สินธุเดชะ-ทนง พิทยะ-ยงยุทธ-เยวภา-สุรนันท์-สุขวิช-สุนัย-สุภาพ คลี่กระจาย-สุธรรม-ศิธา (เฮ้ย)
สุชาติ-สุวิทย์-สุวัจน์-เจ๊หน่อยสุดารัตน์-สุชน-สนธยา คุณปลื้ม แต่ว่าผมไม่ปลื้ม เพราะว่าผมไม่ลืมว่ามันฆ่าใครมา

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม
โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

อดิสร-อดิสัย-อริสมันต์-เนวิน-ยุรนันท์-ลัดดาวัลย์-วัฒนา-ปองพล-จาตุรนต์ ฉายแสง-นายรุ่งแก้วแดง-สมชาย-สุชาดา (เฮ้ย) นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์-นาทยวันมูหะมัด นอร์ มะทา-ภูมิธรรม-พงษ์ศักดิ์-พรหมินทร์-โภคิน-พงษ์เทพ เทพกาญจนา (หุย) สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
(-ธงทอง-กันตธีร์-กุเทพ-กรรณิการ์-อรทัย ฐานะจาโร-บวรศักดิ์ อุวรรณโน-ประพัฒน์-ประชาเฮ้ย)ระเบียบรัตน์-เสริมศักดิ์-สมศักดิ์-เพรียวพันธุ์-ชัยภักดิ์-จักรภพ-ปวีณา-พินิจ จารุสมบัติ-สรอรรธ-สรยุทธ สุทัศนะจินดา

โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม
โอ้ย เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม เหลี่ยม

วราเทพ รัตนากร-วีระ-ดนุพร-ประยุทธ์-ปริญญา-มิ่งขวัญ แสงสุบรรณ-พันศักดิ์-จักรพันธุ์-ศันสนีย์-ปรีชา-ปุระ ได้แต่หวังอ้อกลาง โสภณ เพชรสว่าง-บุญคลี-ลลิตา-ปลอดประสพ สุรัสวดี-ที่เปิดไนท์ซาฟารี เป็นสุสานสัตว์ป่า-ณหทัย-ชัยสิทธิ์-อิทธิพล-สุขุม-กมล-สุมิตา-สุจินดา-จำลอง ครุฑขุนทด-สิริกร-บรรพต-วิชัย-วิทยา (เฮ้ย)
ช่อง9 ช่อง itv ช่อง11 เจ็ดสี ช่อง 3 ช่อง5 UBC CP เซเว่น, ไทเกอร์, ไฮเนเก้น...


จบแล้วคร้าบ มาลงต่อจนจบแล้ว แต่ไม่ต้องหวังเรื่องทำนอง หรือทั้งเพลง ผมไม่มีให้อ่ะ ใครอยากได้มาเอาไปจาก mp3 ผมเองก็แล้วกัน หุหุ


edit @ 2006/04/11 19:21:08

2006/Feb/09

จุดเริ่มต้น : ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง


ดวงตาคู่งามค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าผู้ที่นอนอยู่ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ก่อนที่เจ้าของดวงตานั้นจะพยายามปรับสายตาให้เข้ากับแสงไฟ เพื่อมองดูรอบๆ อย่างไม่ตั้งใจนักเพราะความสลึมสลือ

"ยูจังๆ ไปเรียกพี่มาเร็ว เค้าตื่นแล้ว" เสียงแหลมใสจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กสั่งอีกคน ที่หน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

"จ้าๆ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ ซาจังก็อย่าเพิ่งงาบพี่เค้าเข้าล่ะ" เสียงนุ่มใสของอีกคนตอบกลับมา แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะพูดกัดก่อนไป แล้วรีบวิ่งไปก่อนที่อีกคนจะได้ตอกกลับ

เด็กผู้หญิงที่เหลืออีกคนในห้องหันมามองผู้ที่อยู่ยนเตียง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของเด็กน้อยมองอย่างไม่วางตา เด็กน้อยเอื้อมมือของตนไปแตะหน้าผาก ก่อนที่จะขยับต่ำลงมา...

"ซาจัง! อย่าเพิ่งงาบคนป่วยสิ" เสียงเดิมกับที่พูดเมื่อตะกี้ ตะโกนเข้ามาขัดจังหวะ ทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องหยุดการกระทำของตนแล้วโต้กลับทันที

"เปล่านะ ชั้นแค่วัดไข้ให้เค้าเท่านั้นเอง ยูจังน่ะคิดมากไปได้"

"แต่เท่าที่พี่เห็นน่ะ เกือบจะเป็นอย่างที่ยูจังว่าแล้วนะ" เสียงทุ้มเอ่ยที่หน้าประตู ขยี้ผมเด็กทั้ง 2 คนอย่างเอ็นดู แล้วเดินเข้าไปที่เตียงเพื่อตรวจดูอาการของผู้ป่วยที่พึ่งฟื้น

"พี่เค้าเป็นอะไรมากมั้ยค่ะ" ทั้ง 2 คน พร้อมใจกันถาม

"มีไข้นิดหน่อยน่ะ ส่วนเรื่องอื่นพี่ว่าไม่ต้องห่วงแล้วล่ะ อ้ะ..." บาทหลวงหันมาตอบเด็กทั้ง 2 ผู้เป็นน้องของตน แต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะมือข้างที่ตรวจอาการอยู่นั้นถูกปัดออก

"นาย...เป็น...ใคร" เสียงที่เอ่ยออกมาแหบยิ่งนัก

"อย่าเพิ่งพูดอะไรน่า เจ้าเพิ่งฟื้นดูสิ ขนาดเสียงยังแหบซะขนาดนี้ เอ้า เอาน้ำไปกินซะก่อนไป ลุกไหวมั้ย" บาทหลวงหนุ่มพูดเป็นชุดเพื่อไม่ให้ถูกพูดแทรกอีก

"เดี๋ยวหนูช่วยเอง" 2 คน พูดพร้อมกันอีกครั้ง แล้วเข้าไปช่วยกันพยุงคนป่วยให้ขึ้นมานั่ง

"ขอบคุณ..." คนป่วยรับแก้วน้ำมาดื่มอย่างรวดเร็วและเริ่มถามทันทีที่น้ำหมดแก้ว "ที่นี่ที่ไหน พวกคุณเป็นใคร แล้วชั้นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร" แต่ก็ต้องทำสีหน้าแปลกๆ ด้วยไม่คุ้นกับเสียงที่ตนเอ่ยออกไปเลยแม้แต่น้อย

"ค่อยถามก็ได้น่า ไม่มีใครแย่งเจ้าพูดหรอก แล้วก็ไม่ต้องทำสีหน้าอย่างนั้นก็ได้"บาทหลวงเอ่ยอย่างขำๆ "ที่นี่เป็นโบถส์ประจำเมืองน่ะ ส่วนผมก็เป็นบาทหลวงประจำโบถส์แห่งนี้ แล้วอีก 2 คนนั้นก็เป็นน้องสาวของผมเอง"

"เห...แล้วพวกคุณชื่ออะไรฮะ" ถามต่อทันที แม้จะยังงงๆอยู่บ้างก็ตาม

"หนูชื่อซากุระ" เสียงแหลมใสรีบเอ่ยแนะตัวเป็นคนแรก

"ยูคิเมะค่ะ"แฝดอีกคนก็แนะนำตัวเองด้วย ถ้าจะแยกฝาแฝด 2 คนนี้ก็คงต้องฟังจากเสียงที่ซากุระพูดเพราะจะแหลมกว่าเล็กน้อย ส่วนยูคิเมะจะฟังดูนุ่มกว่า และทรงผมที่ผูกกันคนละข้าง ซากุระด้ายขวา ยูคิเมะด้านซ้าย

"ส่วนผมชื่ออากิระครับ แล้วคุณชื่ออะไรล่ะครับ" ชายหนุ่มบอกชื่อของตนมั่ง

"ชื่อ...ไม่รู้สิตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนึกยังไงก็นึกไม่ออกแฮะ" พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ซื่อบริสุทธิ์

"เอ๋! ว่าไงนะ" 3 เสียงพร้อมใจกันตะโกนขึ้นมา

"ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ" ยังคงพูดมาอย่างไม่ทุกร้อนราวกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

"งั้นพี่ก็ความจำเสื่อมน่ะสิ แล้วพวกหนูจะเรียกพี่ว่าอะไรดักันล่ะเนี่ย" ยูคิเมะพูดอย่างปลงๆ

"ใช่ๆ ซาจังก็ไม่รู้ชื่อพี่เหมือนกันอ่ะ" ซากุระเสริมมาอีกแรง

"อ่ะ...จริงสิ เมื่อวานตอนที่ผมพาคุณเข้ามาน่ะ ผมเห็นเจ้านี่หล่นจากมือของคุณน่ะ" อากิระยื่นล็อกเก็ตสีเงินให้กับคนป่วยผู้ที่ความจำเสื่อม

"ของชั้นเหรอ...รู้สึกคุ้นๆกับเจ้านี่อยู่หรอกนะ แต่มันจะบอกอะไรได้ล่ะ" คนป่วยพูดอย่างงงๆ แล้วเปิดเข้าล็อกเก็ตนั้นออก ข้างในเป็นรูปชายหญิงคู่หนึ่ง ฝ่ายชายมีผมสีทองซอยยาวประบ่า นัยน์ตาสีม่วงอเมทิตส์ ฝ่ายหญิงมีผมสีเงินยาวสยายถึงเอว นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเล อีกด้านของล็อกเก็ตถูกสลักเป็นคำว่า "แด่ เอริเอลลูกรัก จากพ่อและแม่ผู้ไม่อาจได้เลี้ยงดู" คราวนี้คนป่วยก็ต้องทำสีหน้าฉงนอีกครั้ง ก็เจ้าตัวเขารู้สึกว่าเป็นของตัวเองน่ะสิ แต่ชื่อที่เอ่ยถึงนี่มัน....

"เห...พี่ชื่อเอริเอลรึค่ะ แหมเพราะจังเลย เหมาะกับพี่มากๆ เลยล่ะ" ซากุระที่ถือวิสาสะแอบดูพูดชม

"ไหนๆ จริงด้วยๆ ผู้หญิงในรูปเหมือนพี่จังเลย แต่พี่สีตาเหมือนฝ่ายชายนะค่ะ ท่าทาง 2 คนนี้จะเป็นพ่อกับแม่ของพี่จริงๆน่ะแหละ" ยูคิเมะถึอโอกาสเข้ามาดูและพูดอีกคน

"ไม่จริงน่าก็ในเมื่อ..."เอริเอลไม่ได้พูดต่อจนจบ เพราะเจ้าตัวหันไปเห็นตัวเองในกระจกซะก่อน ผมสีเงินยาวนุ่มลื่นราวไหมพรมที่เมื่อยืนคงจะยาวถึงเข่า กับนัยน์ตาสีม่วงอเมทิตส์ อีกทั้งโครงหน้าที่เหมือนผู้หญิงในรูปไม่มีผิดเพี้ยน พอเอริเอลเห็นอย่างนั้นก็ถือโอกาสสลบลงไปนอนอีกครั้งทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็นอนมานานกว่า 4 วันแล้วแท้ๆ

*******************************

"องค์ชายมิคาเอล อยู่ไหนน่ะขอรับ ได้เวลาเรียนแล้วนะขอรับ" ชายหนุ่มที่ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นมหาดเล็ก ตะโกนตามหาองค์ชายของตน

"เราอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หนีไปไหนเสียหน่อย เจ้าจะรีบร้อนอะไรกันนักกันหนาเนี่ย" เด็กหนุ่มผมสีทองยาวถึงกลางหลังตะโกนลงมาจากกิ่งม้ที่สูงจากพื้นประมาณ 3 เมตร

"องค์ชาย! ทรงขึ้นไปทำอะไรบนนั้น่ะขอรับ รีบลงมาเถอะ ข้าพระองค์ยังไม่อยากต้องอาญาแผ่นดินนะขอรับ" มหาดเล็กคนเดิมกล่าวอย่างร้อนรน

"รู้แล้วๆ เจ้าน่ะเงียบๆ ไปเลยไป เรากำลังนอนกลางวันของเราอยู่ดีๆ จะมาปลุกทำไมกันล่ะ เอดิสต์" ไม่บ่นเปล่า นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลนั้นจ้องมองคนข้างล่างอย่างโกรธๆ ทำเอาผู้มาตามไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตาด้วย

"ท่านอิโอสให้มาตามองค์ชายไปเข้าเรียนน่ะขอรับ"มหาดเล็กนามเอดิสต์กล่าวตอบผู้เป็นนายของตนทั้งๆ ที่ ยังมิได้เงยหน้าขึ้นมาเลย

"อิโอสน่ะหรือ...ก็ได้ เจ้าไปก่อนเหอะเดี๋ยวเราตามไปทีหลัง" มิคาเอลสั่งเอดิสต์ ก่อนจะลุกขึ้นยืนบนกิ่งไม้นั้น เมื่อเอดิสต์จากไป เพราะไม่อยากถูกบ่นให้หูชากับเรื่องการลงจากบนนี้อีก เด็กหนุ่มกระโดดลงมาอย่างไม่กลัวที่จะขาหักเลยแม้แต่น้อย และสามารถลงถึงพื้นได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนใดๆ ทั้งสิ้น

องค์ชายน้อยที่กิริยาไม่เหมือนกับเป็นเจ้าชายเลยนั้น เพิ่งตื่นจากการบรรทมมานานนับ 10 ปี ร่างกายที่ไม่ได้ออกกำลังกายกลับแข็งแรงดีทุกอย่างเสียจนทหารบางคนที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดียังไม่แข็งแรงเท่า เรื่องมารยาทก็อย่าได้พูดถึง เหมือนลิงดีๆ ตัวหนึ่งก็เท่านั้น ยังดีที่องค์ชายยอมที่จะฟังคำสอนและตักเตือน ไม่เช่นนั้นแล้วในวังแห่งนี้คงวุ่นวายยิ่งไปกว่านี้เป็นแน่แท้

แต่หลายคนก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บ้าง ที่องค์ชายมิคาเอล เร ซอร์ฟอร์ด ผู้นี้สามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งที่ตอนก่อนจะเข้าบรรทมระยะยาวนั้นยังอายุได้เพียง 2 ชรรษาเท่านั้น และไม่มีทีท่าจะหลุดปากพูดอะไรออกมาเลย ยกเว้นแต่คำว่า 'แอ้' ที่ติดปากมาตั้งแต่เกิด ซ้ำยังอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบันนี้โดยไม่ได้ดื่มหรือกินอะไรเลยด้วย

"ท่านมิคาเอล จะให้ข้ารออีกนานแค่ไหนกันครับ ท่านควรจะมีความตรงต่อเวลามากกว่านี้นะ หากเป็นผู้อื่นอาจยกโทษให้ท่าน แต่สำหรับข้าแล้วไม่มีทางหรอกนะครับ" ชายหนุ่มในชุดผ้าคลุมสีดำทั้งตัวเอ่ย หากเป็นผู้อื่นแล้ว คงโดนอาญาเรื่องเครื่องแต่งกายไปแล้ว แต่สำหรับคนผู้นี้กลับได้รับข้อยกเว้นเป็นพิเศษ ทั้งยังไม่มีอาการเกรงกลัวต่อตำแหน่งเจ้าชายเลยแม้แต่น้อย สมกับที่ถูกเลือกให้มาเป็นผู้ดูแลองค์ชายคนเล็กผู้นี้

"มาแล้วล่ะน่า เลิกบ่นได้แล้ว น่าเบื่อ" มิคาเอลบ่นกลับไป

"ถ้าจะไม่ให้ข้าบ่น ท่านก็ควรมาให้ตรงเวลาสิครับ แล้วนี่ท่านขึ้นไปนอนบนต้นไม้อีกแล้วใช่มั้ย ข้าบอกท่านแล้วไม่ใช่รึ ว่าอย่าขึ้นไปนอนบนนั้นน่ะ แล้วก็คงกระโดดลงมาสินะครับ ก็น่าจะรู้อยู่ว่ามันอันตราย หากว่าท่านเป็นอะไรไปองค์ราชากับราชินีจะเสียใจแค่ไหน ไม่ได้คิดถึงเลยรึไงครับ" อิโอสทำการเทศนามิคาเอลอย่างไม่สนใจเสียงโอดครวญขององค์ชายตัวแสบ ก่อนจะกลับไปเป็นอิโอสคนเก่าที่ไม่แม้แต่จะปริปากพูด เดินนำมิคาเอลไปยังห้องสมุดอันเป็นสถานที่เรียนในวันนี้

"องค์ชายขอรับถือว่าข้าขอร้องล่ะขอรับ ช่วยกรุณาเรียนอย่างตั้งใจด้วยเถอะขอรับ อย่าให้ข้าต้องลำบากเลยนะขอรับ" ชายชราผู้รับหน้าที่ในการสอนองค์ชายตัวน้อย พูดออกมาอย่างเหลืออดจะทนแล้ว

"ก็มันเบื่อนี่ ท่านไม่มีอะไรที่น่าสนใจกว่านี้แล้วรึไงอ่ะ มัวแต่พล่ามเกี่ยวกับการปกครองอยู่ได้ ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนเลย" มิคาเอลตอบกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้าน

"โถ่ องค์ชาย ท่านเป็นถึงองค์ชายนะขอรับ การเมืองการปกครองเป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ของกษัตริย์องค์ต่อไปนะขอรับ" ชายชราชี้แจงเหตุผลให้เด็กหนุ่มฟัง หากแต่เจ้าตัวยังสามารถหาข้อโต้แย้งได้อีก

"งั้นก็ยิ่งไม่จำเป็นสำหรับเราน่ะสิ ยังไงเรื่องพวกนี้พวกท่านพี่ก็รับผิดชอบอยู่แล้ว งั้นเราไปล่ะนะ บาย" พูดจบมิคาเอลก็เหวี่ยงตัวออกจากหน้าต่าง หายเข้าไปในสวนพฤกษชาติ

ชายในชุดคลุมสีดำได้แต่ส่ายหัวอย่างเบื่อหน่าย ก่อนที่จะเดินไปยังห้องว่าราชการขององค์กษัตริย์ จะได้กราบทูลให้ทรงทราบถึงนิสัยของลูกชายคนเล็ก เผื่อจะมีวิธีที่จะแก้ไขได้บ้าง หรือจะส่งไปเรียนยังโรงเรียนก็ดีนะ ถึงจะเป็นการเพิ่มงานให้ตนเอง แต่หากคนอื่นๆในวังนี้ได้สงบลงบ้างก็ถือว่าดีแล้วล่ะนะ

_________________________

ยะโฮ่ว์ หวัดดีจ้า

แหะๆ ไม่ได้มาอัพตั้งนาน วันนี้เราเอาบทนำที่2มาลง บทนำคราวนี้ถือเป็นบทนำสุดท้าย คราวหน้าที่จะเอามาลงก็จะเป็นตอนแรกแล้วล่ะนะ

ลงในนี้ไม่รู้จะมีคนอ่านมั้ย แต่ถ้าเข้ามาอ่านแล้วก็ช่วยเม้นท์ด้วยนะ เราอยากได้คำติชมอ่ะ

เม้นท์ด้วยนะฮับ

บ้ายบาย