Entrotrias

The Legend Of Entrotrias บทที่ 1

posted on 20 Sep 2006 12:08 by silvercross in Entrotrias

บทที่1 พบเจอ....นายน้อย

"พี่ยูเรน เร็วๆสิค่ะ เดี๋ยวสายแล้วคนจะแน่นนะค่ะ" เสียงใสจากเด็กสาวผมสีดำยาวประบ่าถูกรวบเก็บไว้ที่ข้างขวา ยูคิเมะกำลังตะโกนเรียกคนที่เดินตามอยู่ข้างหลัง ในตลาดใหญ่กลางเมืองหลวง ด้วยสารที่ส่งมาถึงบาทหลวงหนุ่มอากิระ เมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน และนั่นแหละคือสาเหตุให้ทุกคนเดินทางมายังที่แห่งนี้

"ไม่ต้องรีบนักน่ายูจัง ยังไงตอนนี้ก็ยังเช้าอยู่ช้าๆลงหน่อยก็ได้น่า ร้านค้าไม่หนีไปไหนหรอก" เด็กหนุ่มผมสีเงินอมม่วงยาวสยายพูดด้วยท่าทีที่ยิ้มแย้ม

"โธ่...พี่ยูเรนค่ะ นี่มันเช้าก็จริงคะ แต่พอไปถึงที่อ่ะ มันก็สายแล้วนะค่ะ ถ้าไม่รีบของที่เราต้องการก็จะหมด ต้องมาซื้อวันอื่นอีกนะคะ" เสียงเดิมแต่แหลมขึ้นจากข้างตัว ซากุระกำลังบ่นให้ฟัง

"น่าๆ บ่นกันอยู่ได้เดี๋ยวก็มีตีนกาขึ้นหรอก เอาเป็นว่าพวกเรารีบเดินกันก็แล้วกันนะ" ยูเรนพูดตัดบท ให้สองสาวน้อยได้ลากตัวเองไปยังที่ที่ทั้งสองคนต้องการจะพาไปเสียที

ทั้งสามคนเดินไปยังทางที่จะพาไปสู่จุดหมาย แต่มันก็เป็นไปได้ยากนัก เพราะจำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้น และด้วยบรรดาหญิงสาวทั้งหลายที่พากันเข้ามารายล้อมยูเรนเอาไว้ เหตุเด็กหนุ่มนั้นมีหน้าตาที่ดูดี ซึ่งถ้าให้มองหาจากแถวนี้นั้นชาติหน้าก็อย่าหวังจะได้เจอเลย มีแต่พวกหน้าตาเห่ยๆเท่านั้น แม้จะลำบากไปเสียหน่อยแต่ทั้งหมดก็สามารถไปถึงจุดหมายได้ในเวลาไม่นานนัก

"ถึงแล้ว~ "ซากุระพูดอย่างอารมณ์ดี ทั้งที่เมื่อกี้ยังหน้าบึ้งอยู่เลย

"ที่นี่เหรอ ยูจัง ซาจัง" ยูเรนหันมาถามทั้งสองคน เบื้องหน้าเป็นร้านขายอาวุธขนาดใหญที่มีดาบ โล่ เสื้อเกราะ และอาวุธชนิดต่างๆวางเรียงรายอยู่ภายในไห้เลือกมากมาย

"ที่นี่น่ะ ถือเป็นร้านอาวุธอันดับหนึ่งของเมืองเลยนะ อาวุธแต่ละอย่างในร้านล้วนแล้วแต่มีชีวิตจิตใจ และบางทีถ้าตาถึงละก็อาจได้อาวุธในตำนานกลับไปก็ได้" ซากุระบรรยายความพิเศษของร้านนี้ให้ยูเรนฟัง

"ใช่ๆ มีข่าวมาว่าในร้านนี้น่ะมีดาบในตำนานที่ใช้ปราบจ้าวแห่งอสูรในอดีตอยู่ เคยมีคนได้สัมผัสหากแต่ไม่ได้รับการยอมรับจากตัวดาบเลยไม่สามารถซื้อไปได้ แม้จะเสนอราคาสูงเพียงไหนก็ตาม" ยูคิเมะเสริม "เพราะงั้นเราเข้าไปกันได้แล้ว เดี๋ยวคนมากันเยอะจะเลือกไม่ถนัด"

ยูเรนเดินเข้าร้านไปเป็นคนแรก ภายในร้านนั้นดูกว้างกว่าที่เห็นจากภายนอกนัก อาวุธก็ถูกจัดเป็นหมวดหมู่ ถึงกระนั้นก็ยังทำให้เด็กหนุ่มตาลายในจำนวนที่มากนัก แถมแต่ละชิ้นก็ใช่ว่าราคาจะถูกนัก จนเจ้าตัวนึกสงสัยว่าเงินที่เอามานั้นจะพอจ่ายรึเปล่า แต่ยูคิเมะกับซากุระก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะลำบากใจในราคาที่สูงลิ่วนี้เลย

"ต้องการสิ่งใดรึ เด็กน้อย" ชายชราเดินมาหยุดอยู่ต่อหน้าพวกยูเรน

"เราต้องการอาวุธน่ะค่ะ ท่านลุง ท่านพอจะแนะนำอาวุธดีๆที่เหมาะกับพี่ชายของข้าได้รึเปล่าค่ะ" ยูคิเมะพูดกับชายชราเจ้าของร้าน

ชายแก่นั้นมองดูยูเรนอย่างพินิจพิเคราะห์ สายตาที่มองราวกับเหยี่ยวจ้องจะตะครุบเหยื่อ แต่สักพักรอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้า

"ท่าทางเจ้าจะเคยได้ฝึกดาบมาบ้างแล้วสินะแต่ก็แค่เล็กน้อย แล้วก็จะเข้าโรงเรียนปีนี้ล่ะสิถึงได้มาซื้ออาวุธเอาตอนนี้น่ะ มาสิ ตามข้ามา ข้าจะพาไปเลือกอาวุธที่เหมาะกับเจ้าให้" ชายชราเดินนำทั้งสามคนไปมุมซ้ายของร้าน ซึ่งเป็นมุมที่มีอาวุธจำพวกต่างๆวางเรียงรายอยู่มากที่สุด

"แล้วจะให้เลือกยังไงละฮะ เยอะขนาดนี้ตาผมลายหมดแล้ว" ยูเรนยิ้มแหยให้เจ้าของร้าน ก็มันเยอะมากๆเลยนี่นา ไม่เคยเลือกมาก่อนด้วย จะรู้ได้ไงล่ะว่าอันไหนดีไดี

"ไม่เคยต้องเลือกเองล่ะสิ งั้นเจ้าลองหลับตาแล้วใช้จิตเพ่งดูสิ ว่าอาวุธชิ้นไหนตอบรับกับพลังของเจ้าบ้าง" ชายชราแนะนำ

ยูเรนทำตามอย่างว่าง่าย เด็กหนุ่มหลับตาทำสมาธิรวบรวมจิตไว้เป็นจุดเดียว ในตอนแรกที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจะมีก็แต่ความมืดเท่านั้น แล้วจึงค่อยๆได้ยินเสียงเรียกและแสงสีขาวนวลสองแห่งเคียงข้างกัน เสียงนั้นเรียกให้ยูเรนเดินเข้าไปหาอยู่ตลอด จนเด็กหนุ่มแน่ใจว่าใช่แน่ๆจึงเดินไปทางแสงทันที

"เจอแล้วยังงั้นรึเจ้าหนู" ชายชราพูดทักยูเรน

"ฮะ ผมได้ยินเสียงเรียกจากเจ้าพวกนี้กับแสงอีกสองจุดน่ะฮะ" ยูเรนหันมาพูดกับชายชรา ตอนนี้ต่อหน้าเด็กหนุ่มมีทวนขนาดใหญ่สีดำสนิทอยู่เคียงข้างกับไม้เท้าสีขาวที่มีลูกแก้วสีเงินประดับอยู่ส่วนยอดสุด

"เจ้าสองตัวนั่นเรียกเจ้ารึ" ชายชราพูดอย่างทึ่งๆ

"ฮะ สองอันนี้ไม่ผิดแน่ฮะ เพราะที่ผมเห็นแสงนั่นก็อยู่คู่กัน ไม่ผิดแน่ๆฮะ" ยูเรนยืนยัน เพราะจากอาวุธอยู่ต่หน้ายูเรนนั้น อาวุธสองชนิดนี้วางอยู่ชิดกันที่สุดแล้ว อีกทั้งยังมีความรู้สึกประหลาดในตัวของเขาเองที่เรียกร้องให้หยิบขึ้นมาลองใช้ฟาดฟันเสียให้ได้

"งั้นเจ้าลองหยิบทวนมาลองดูสิว่าถนัดรึเปล่า" ชายชราสั่ง

ยูเรนหยิบทวนสีดำสนิทขึ้นมา ตัวทวนทำมาจากเหล็กเนื้อดีที่ความเบาแต่แข็งแรงทนทาน ตรงปลายทั้งสองข้างติดด้วยเนื่อเหล็กอีกชนิดโอบรอบผลึกแก้วใส และอักขระมนตรานั้นถูกสลักไว้ทั้งสองด้านด้วยอักษรสีดำที่หากไม่สังเกตุก็จะไม่เห็นเลย เด็กหนุ่มเริ่มควงทวนด้วยลีลาที่คล่องแคล่วว่องไว ฟาดซ้ายขาวผ่านหน้าหลังอย่างรวดเร็วและไม่สะดุดเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่ายูเรนเคยใช้ทวนนี้มานานแสนนานแล้ว

"พอแล้วเจ้าหนุ่ม ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้าอีโวเลนส์ยอมรับในตัวเจ้า" ชายชราพูดให้ยูเรนหยุด

"เอ๋ อีโวเลนส์?" ยูเรนทำหน้าสงสัย

"ใช่ชื่อของเจ้านั่นน่ะ แต่เรียกให้ถูกคือ Evolenes Of Dark ที่แปลว่าก่อเกิดแห่งความมืดน่ะ" เจ้าของร้านอธิบาย

"ชื่อน่ากลัวจังนะฮะ แล้วไม้เท้านั่นล่ะฮะ" ยูเรนถามต่อ พลางลูบทวนในมืออย่างแผ่วเบา

"Origin Of Radius กำเนิดแห่งแสง น่าแปลกนะ ในบรรดาอาวุธคู่ทั้งหมดที่ข้ามี เจ้าสองอันนี้นั้นไม่ถูกกันที่สุด จนข้าต้องเอาไปวางห่างๆ มีวันนี้แหละที่อยู่ใกล้กันแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น" ชายชราพูดแกมบ่น

"อย่างงั้นหรือฮะ" ยูเรนวางทวนกลับเข้าที่เดิมแล้วลองหยิบไม้เท้าขึ้นมาบ้าง ตัวไม้เท้าเป็นไม้ที่หาได้จากเมืองเอลฟ์เท่านั้นซ้ำยังเป็นของหายากเพราะเป็นไม้จากต้นไม้พันปีลงอาคมภายใต้แสงจันทร์อีกกว่าพันราตรี ลูกแก้วที่อยู่บนยอดนั้นก็เกิดจากน้ำค้างหิมะในดินแดนต้องห้ามที่น้อยคนนักจะรอดออกมาได้ ลูกแก้วนี้ได้รับการถ่ายพลังแห่งแสงจากเทพชั้นสูงที่ถูกเรียกลงมา(และแน่นอนว่าสรรพคุณนี้เจ้าของร้านไม่คิดจะบอกยูเรน ก็ในเมื่อไม้เท้าได้เลือกแล้ว เขาก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องสาธยายอะไรหรอก) เด็กหนุ่มรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ภายในไม้เท้าอันนี้ส่งผ่านมายังตัวของเขา กระแสพลังนั้นให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยและอบอุ่นยิ่งนัก

"รู้สึกเป็นไงมั่งล่ะ" ชายชราถามเมื่อเห็นยูเรนนิ่งไป

"เหมือนกับว่าพลังที่อัดแน่นอยู่ในไม้เท้านี้ส่งผ่านมายังตัวผมน่ะครับ แล้วยังรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกอีกด้วยน่ะครับ" ยูเรนตอบไปตามตรง

"เข้าใจล่ะ รู้มั้ย ตั้งแต่ที่ข้าได้ทั้งสองอันนี้มานั้น ยังไม่เคยมีใครมีควบคุมและรู้สึกถึงพลังภายในได้ ข้าว่าเจ้าสมควรที่จะเป็นเจ้าของแล้วล่ะ ตกลงชอบใจกับอาวุธที่เลือกได้มั้ยล่ะ" ชายเจ้าของร้านถามยูเรนด้วยสีหน้าที่จริงจัง

"เอ่อ... ก็ชอบนะฮะ แต่เรื่องราคาน่ะฮะ ผมเตรียมมาแค่สำหรับอาวุธเพียงชิ้นเดียว" ยูเรนทำสีหน้าลำบาก แต่หากเด็กหนุ่มคิดจะหันมามองแฝดทั้งสองคนที่ไม่มีท่าทีทุกร้อนเรื่องราคาบ้างก็คงจะดีขึ้น

"งั้นรึ เจ้าสองตัวนี้น่ะยอมรับให้เจ้าเป็นเจ้าของแล้ว เรื่องราคาข้าคิดแค่ 20,000 โซลละกัน ไม่แพงเลยนะเมื่อเทียบกับความสามารถน่ะ" ชายชรายิ้มแย้ม แต่ยูเรนเกือบเป็นลม

"ซาจัง ยูจัง ว่าไงล่ะ เรื่องนี้พี่ตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ ช่วยหน่อยสิ" ยูเรนหันมาขอคำปรึกษาจากเด็กสาวทั้งสองคน แต่อาจจะหันตัวแรงไป จึงทำให้ล็อกเก็ตนั้นโผล่ออกมานอกคอเสื้อทั้งที่ตอนควงทวนเมื่อตะกี้ยังไม่หลุดออกมาซะที(ทำท่าจะหลุดมาสักพักแล้วล่ะนะ ^^')

"มันก็แพงไปหน่อยอ่ะนะ คุณลุงคะ ช่วยลดราคาลงอีกหน่อยได้มั้ยค่ะ" ซากุระผู้หน้าเลือดลองต่อราคาดู คอยดูนะถ้าไม่ลดไม่ยอมแน่ๆ หึหึ

"เจ้าหนุ่มข้าขอดูล็อกเก็ตของเจ้าหน่อย ได้มั้ย" ชายชราไม่ได้สนใจซากุระ หากแต่สนใจล็อกเก็ตของยูเรน

ยูเรนทำสีหน้าลำบากใจแต่ก็ถอดล็อกเก็ตส่งให้ชายเจ้าของร้านดู ชายชราพอจะรู้ถึงความลำบากใจของเด็กหนุ่มจึงแค่พลิกดูล็อกเก็ตอย่างพิจารณนาเท่านั้นไม่ได้เปิดดูข้างใน

"อืม...10,000โซลละกัน ลดมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวลุงไม่มีปัญญาไปหาซื้อพวกอาวุธดีๆเข้าร้านพอดี" ชายชราเจ้าของร้านพูดหลังจากที่คือล็อคเก็ตให้ยูเรน

"โธ่...ลดให้อีกหน่อยก็ไม่ได้ อ่ะนี่ลุง เงินค่าทวนกับไม้เท้า" ซากุระจ่ายเงินให้เจ้าของร้าน

"ขอบใจนะยัยหนู แล้ววันหลังมาอย่าลืมอุดหนุนร้านนี้อีกล่ะ" ชายชรารับเงินแล้วเดินกลับไปหลังร้านเพื่อห่อทวนและไม้เท้าที่ยูเรนซื้อ

"เอ้า เจ้าหนุ่ม แล้วใช้ดีๆล่ะ อย่าให้เสียทีที่อีโวเลนส์กับเรดิอุสนั้นเลือกให้เจ้าเป็นเจ้าของล่ะ" ชายชราเน้นย้ำเป็นครั้งสุดท้าย

"เหอๆ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ไปนะครับลุง" ยูเรนเอ่ยลาเจ้าของร้าน

ทันทีที่ทั้งสามออกจากร้านไปชายชราก็รีบปิดร้านแล้วหายเข้าไปด้านหลังลงไปยังห้องลับที่อยู่ใต้ดินทันที ภายในห้องนั้นมืดสนิท ไม่มีสิ่งใดถูกวางอยู่ในห้องนี้เลย จะมีก็แต่กระจกบานใหญ่เท่าตัวคนที่วางอยู่ริมห้องเท่านั้น ชายชราเดินไปหน้ากระจกนั้นทั้งที่ยังไม่ได้เปิดไฟ

"ในนามของผู้กำความลับ ข้าขอติดต่อเจ้า ผู้เฝ้ากระจกเอ๋ย" ชายชราท่อง ไม่นานก็ปรากฎร่างภายใต้ผ้าคลุมที่หน้ากระจก

"มีธุระอันใด ถึงได้เรียกข้าทั้งที่เจ้าก็รู้ถึงข้อห้ามดีอยู่แล้ว" เสียงทุ้มเอ่ยออกจะหงุดหงิดเล็กน้อย

"มีสิ ไม่งั้นข้าจะเสี่ยงเช่นนี้ทำไม" ชายชราแย้ง

"งั้นเจ้าก็รีบบอกธุระของเข้ามา อย่าได้ชักช้า" คนในผ้าคลุมเร่ง

"ข้า...พบผู้ที่อาจจะเป็นนายน้อยแล้ว" ชายชราเอ่ยช้าๆแต่หนักแน่น

"จริง!!! แล้วพบที่ไหน!" เน้นย้ำอย่างต้องการความแน่นอน

"ที่ร้านของข้าเอง มีล็อคเก็ตของนายน้อยด้วย ซ้ำยังสามารถควบคุมสองอาวุธธาตุแสงมืดได้อีก ทั้งที่การจะควบคุมอาวุธทั้งสอง..." ชายชราต้องหยุดพูดเพราะถูกขัดจังหวะ

"พอๆๆ ข้ารู้ว่าเจ้าดีใจ แต่ว่าเราไม่มีเวลามากพอที่จะฟังเจ้าพล่ามได้ เรื่องที่เจ้าบอกมานั้นน่าสนใจ แล้วข้าจะส่งคนไปหาเจ้า ตอนนี้ขอให้เจ้ากลับไปทำหน้าที่ของเจ้าต่อได้แล้ว" สั่งเรียบร้อยก็หายไปไม่รอคำตอบจากชายชราเลย

"เฮ้อ~ ยังคงใจร้อนไม่มีเปลี่ยนเลยน้า" บ่นเสร็จก็กลับขึ้นไปบนร้านเพื่อเปิดร้านต่อเหมือนเช่นปกติทุกวัน หากแต่ระหว่างทางยังอดที่จะบ่นต่อเสียไม่ได้

"เจ้านั่นไม่น่ารีบร้อนจนไม่ฟังที่ข้าจะพูดต่อเลยนะ ข้าอุตส่าห์จะบอกแล้วเชียวว่าไม้เท้าของนายหญิงสุดที่รักนั้นน่ะ คือไม้เท้าที่เด็กหนุ่มนั้นได้ไป หึหึ หากมารู้เอาตอนหลังคงมีการโวยวายล่ะนะ แต่ยังไงก็เหอะ ในเมื่อพวกนั้นได้เลือกเจ้านายใหม่แล้ว ข้าจะไปห้ามได้อย่างไรล่ะ จริงมั้ยขอรับนายหญิง..."

...สรุปว่าอาวุธทั้งสองชิ้นนั้นชายชราไม่ได้เสียเงินซื้อมา แต่เป็นการรับฝากเอาไว้เพื่อสักวันจะได้ตกไปสู่มือของผู้ที่ถูกเลือก เพราะงั้นราคาที่ลดไปจนดูเหมือนซื้อดาบอย่างดีที่กษัตริย์ใช้กันเล่มเดียวนั้น ก็คุ้มค่าเกินพอแล้วล่ะนะ หึหึ...

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

โย่ว์ ดีคร้าบทุกๆท่าน

เป็นยังไงกันมั่งครับ ไม่ได้เจอกันเสียนาน ไม่ได้ไปไหนหรอก แค่ไม่มีเวลาเท่านั้น(แต่มีเวลาสุปฟิค -*- ) วันนี้ได้หยุดกันถ้วนหน้าสินะฮะ ผมเองก็ได้หยุด ทั้งๆที่นั่งปั่นงานเพื่อส่งให้ทันเช้าวันนี้แทบตาย เกือบไม่ได้นอนด้วยซ้ำ

แล้วก็กลายเป็นว่าไม่มีเรียนซะงั้นแล้วให้ผมรีบปั่นไปทำหยังฟร่ะเนี่ย T^T ช่างเถอะ แต่อีก 2 วันที่เหลือของสัปดาห์ก็ช่วยอย่าหยุดล่ะ จะเอาการบ้านไปส่งให้ครบ เดี๋ยวคะนนเก็บไม่ครบ เกรดจะตกเอา -*-

ปล่อยเรื่องส่วนตัวแล้วมาเข้าเรื่องฟิคกันดีกว่า ตอนนี้ความจริงยาวกว่านี้ แต่ผมตัดไปไว้อีกตอนเพราะนั่งจิ้มแล้วมันยาวโคตร(ถ้าลงหนังสือค่อยจับรวม แล้วจะได้ลงเรอะ -*- ) เรื่องการบรรยายอาวุธคงมีการผิดพลาดบ้าง ตามแบบฉบับของผู้ที่ไม่เคย แล้วก้ตรงไหนที่มันติดขัด อ่านแล้วไม่น่าจะใช่ก็บอกกันนะฮะ ผมจะได้เอาไปแก้

ส่วนตอนต่อไปก็คงอกสักพักเช่นกัน เพราะตอนนี้ไม่ได้จิ้มฟิคนี้เลย กำลังเค้นสมองกับอีกเรื่องอยู่ อันนั้นต้องรีบ เด๋วจะโดนฆ่าข้อหาส่งงานเลทอย่างสุดยอดเกิน

ไปล่ะฮะ บายคร้าบ~~~

The Legend Of Entrotrias : Poloque 2 (end)

posted on 09 Feb 2006 16:47 by silvercross in Entrotrias

จุดเริ่มต้น : ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง


ดวงตาคู่งามค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าผู้ที่นอนอยู่ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ก่อนที่เจ้าของดวงตานั้นจะพยายามปรับสายตาให้เข้ากับแสงไฟ เพื่อมองดูรอบๆ อย่างไม่ตั้งใจนักเพราะความสลึมสลือ

"ยูจังๆ ไปเรียกพี่มาเร็ว เค้าตื่นแล้ว" เสียงแหลมใสจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กสั่งอีกคน ที่หน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

"จ้าๆ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ ซาจังก็อย่าเพิ่งงาบพี่เค้าเข้าล่ะ" เสียงนุ่มใสของอีกคนตอบกลับมา แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะพูดกัดก่อนไป แล้วรีบวิ่งไปก่อนที่อีกคนจะได้ตอกกลับ

เด็กผู้หญิงที่เหลืออีกคนในห้องหันมามองผู้ที่อยู่ยนเตียง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของเด็กน้อยมองอย่างไม่วางตา เด็กน้อยเอื้อมมือของตนไปแตะหน้าผาก ก่อนที่จะขยับต่ำลงมา...

"ซาจัง! อย่าเพิ่งงาบคนป่วยสิ" เสียงเดิมกับที่พูดเมื่อตะกี้ ตะโกนเข้ามาขัดจังหวะ ทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องหยุดการกระทำของตนแล้วโต้กลับทันที

"เปล่านะ ชั้นแค่วัดไข้ให้เค้าเท่านั้นเอง ยูจังน่ะคิดมากไปได้"

"แต่เท่าที่พี่เห็นน่ะ เกือบจะเป็นอย่างที่ยูจังว่าแล้วนะ" เสียงทุ้มเอ่ยที่หน้าประตู ขยี้ผมเด็กทั้ง 2 คนอย่างเอ็นดู แล้วเดินเข้าไปที่เตียงเพื่อตรวจดูอาการของผู้ป่วยที่พึ่งฟื้น

"พี่เค้าเป็นอะไรมากมั้ยค่ะ" ทั้ง 2 คน พร้อมใจกันถาม

"มีไข้นิดหน่อยน่ะ ส่วนเรื่องอื่นพี่ว่าไม่ต้องห่วงแล้วล่ะ อ้ะ..." บาทหลวงหันมาตอบเด็กทั้ง 2 ผู้เป็นน้องของตน แต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะมือข้างที่ตรวจอาการอยู่นั้นถูกปัดออก

"นาย...เป็น...ใคร" เสียงที่เอ่ยออกมาแหบยิ่งนัก

"อย่าเพิ่งพูดอะไรน่า เจ้าเพิ่งฟื้นดูสิ ขนาดเสียงยังแหบซะขนาดนี้ เอ้า เอาน้ำไปกินซะก่อนไป ลุกไหวมั้ย" บาทหลวงหนุ่มพูดเป็นชุดเพื่อไม่ให้ถูกพูดแทรกอีก

"เดี๋ยวหนูช่วยเอง" 2 คน พูดพร้อมกันอีกครั้ง แล้วเข้าไปช่วยกันพยุงคนป่วยให้ขึ้นมานั่ง

"ขอบคุณ..." คนป่วยรับแก้วน้ำมาดื่มอย่างรวดเร็วและเริ่มถามทันทีที่น้ำหมดแก้ว "ที่นี่ที่ไหน พวกคุณเป็นใคร แล้วชั้นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร" แต่ก็ต้องทำสีหน้าแปลกๆ ด้วยไม่คุ้นกับเสียงที่ตนเอ่ยออกไปเลยแม้แต่น้อย

"ค่อยถามก็ได้น่า ไม่มีใครแย่งเจ้าพูดหรอก แล้วก็ไม่ต้องทำสีหน้าอย่างนั้นก็ได้"บาทหลวงเอ่ยอย่างขำๆ "ที่นี่เป็นโบถส์ประจำเมืองน่ะ ส่วนผมก็เป็นบาทหลวงประจำโบถส์แห่งนี้ แล้วอีก 2 คนนั้นก็เป็นน้องสาวของผมเอง"

"เห...แล้วพวกคุณชื่ออะไรฮะ" ถามต่อทันที แม้จะยังงงๆอยู่บ้างก็ตาม

"หนูชื่อซากุระ" เสียงแหลมใสรีบเอ่ยแนะตัวเป็นคนแรก

"ยูคิเมะค่ะ"แฝดอีกคนก็แนะนำตัวเองด้วย ถ้าจะแยกฝาแฝด 2 คนนี้ก็คงต้องฟังจากเสียงที่ซากุระพูดเพราะจะแหลมกว่าเล็กน้อย ส่วนยูคิเมะจะฟังดูนุ่มกว่า และทรงผมที่ผูกกันคนละข้าง ซากุระด้ายขวา ยูคิเมะด้านซ้าย

"ส่วนผมชื่ออากิระครับ แล้วคุณชื่ออะไรล่ะครับ" ชายหนุ่มบอกชื่อของตนมั่ง

"ชื่อ...ไม่รู้สิตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนึกยังไงก็นึกไม่ออกแฮะ" พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ซื่อบริสุทธิ์

"เอ๋! ว่าไงนะ" 3 เสียงพร้อมใจกันตะโกนขึ้นมา

"ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ" ยังคงพูดมาอย่างไม่ทุกร้อนราวกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

"งั้นพี่ก็ความจำเสื่อมน่ะสิ แล้วพวกหนูจะเรียกพี่ว่าอะไรดักันล่ะเนี่ย" ยูคิเมะพูดอย่างปลงๆ

"ใช่ๆ ซาจังก็ไม่รู้ชื่อพี่เหมือนกันอ่ะ" ซากุระเสริมมาอีกแรง

"อ่ะ...จริงสิ เมื่อวานตอนที่ผมพาคุณเข้ามาน่ะ ผมเห็นเจ้านี่หล่นจากมือของคุณน่ะ" อากิระยื่นล็อกเก็ตสีเงินให้กับคนป่วยผู้ที่ความจำเสื่อม

"ของชั้นเหรอ...รู้สึกคุ้นๆกับเจ้านี่อยู่หรอกนะ แต่มันจะบอกอะไรได้ล่ะ" คนป่วยพูดอย่างงงๆ แล้วเปิดเข้าล็อกเก็ตนั้นออก ข้างในเป็นรูปชายหญิงคู่หนึ่ง ฝ่ายชายมีผมสีทองซอยยาวประบ่า นัยน์ตาสีม่วงอเมทิตส์ ฝ่ายหญิงมีผมสีเงินยาวสยายถึงเอว นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเล อีกด้านของล็อกเก็ตถูกสลักเป็นคำว่า "แด่ เอริเอลลูกรัก จากพ่อและแม่ผู้ไม่อาจได้เลี้ยงดู" คราวนี้คนป่วยก็ต้องทำสีหน้าฉงนอีกครั้ง ก็เจ้าตัวเขารู้สึกว่าเป็นของตัวเองน่ะสิ แต่ชื่อที่เอ่ยถึงนี่มัน....

"เห...พี่ชื่อเอริเอลรึค่ะ แหมเพราะจังเลย เหมาะกับพี่มากๆ เลยล่ะ" ซากุระที่ถือวิสาสะแอบดูพูดชม

"ไหนๆ จริงด้วยๆ ผู้หญิงในรูปเหมือนพี่จังเลย แต่พี่สีตาเหมือนฝ่ายชายนะค่ะ ท่าทาง 2 คนนี้จะเป็นพ่อกับแม่ของพี่จริงๆน่ะแหละ" ยูคิเมะถึอโอกาสเข้ามาดูและพูดอีกคน

"ไม่จริงน่าก็ในเมื่อ..."เอริเอลไม่ได้พูดต่อจนจบ เพราะเจ้าตัวหันไปเห็นตัวเองในกระจกซะก่อน ผมสีเงินยาวนุ่มลื่นราวไหมพรมที่เมื่อยืนคงจะยาวถึงเข่า กับนัยน์ตาสีม่วงอเมทิตส์ อีกทั้งโครงหน้าที่เหมือนผู้หญิงในรูปไม่มีผิดเพี้ยน พอเอริเอลเห็นอย่างนั้นก็ถือโอกาสสลบลงไปนอนอีกครั้งทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็นอนมานานกว่า 4 วันแล้วแท้ๆ

*******************************

"องค์ชายมิคาเอล อยู่ไหนน่ะขอรับ ได้เวลาเรียนแล้วนะขอรับ" ชายหนุ่มที่ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นมหาดเล็ก ตะโกนตามหาองค์ชายของตน

"เราอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หนีไปไหนเสียหน่อย เจ้าจะรีบร้อนอะไรกันนักกันหนาเนี่ย" เด็กหนุ่มผมสีทองยาวถึงกลางหลังตะโกนลงมาจากกิ่งม้ที่สูงจากพื้นประมาณ 3 เมตร

"องค์ชาย! ทรงขึ้นไปทำอะไรบนนั้น่ะขอรับ รีบลงมาเถอะ ข้าพระองค์ยังไม่อยากต้องอาญาแผ่นดินนะขอรับ" มหาดเล็กคนเดิมกล่าวอย่างร้อนรน

"รู้แล้วๆ เจ้าน่ะเงียบๆ ไปเลยไป เรากำลังนอนกลางวันของเราอยู่ดีๆ จะมาปลุกทำไมกันล่ะ เอดิสต์" ไม่บ่นเปล่า นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลนั้นจ้องมองคนข้างล่างอย่างโกรธๆ ทำเอาผู้มาตามไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตาด้วย

"ท่านอิโอสให้มาตามองค์ชายไปเข้าเรียนน่ะขอรับ"มหาดเล็กนามเอดิสต์กล่าวตอบผู้เป็นนายของตนทั้งๆ ที่ ยังมิได้เงยหน้าขึ้นมาเลย

"อิโอสน่ะหรือ...ก็ได้ เจ้าไปก่อนเหอะเดี๋ยวเราตามไปทีหลัง" มิคาเอลสั่งเอดิสต์ ก่อนจะลุกขึ้นยืนบนกิ่งไม้นั้น เมื่อเอดิสต์จากไป เพราะไม่อยากถูกบ่นให้หูชากับเรื่องการลงจากบนนี้อีก เด็กหนุ่มกระโดดลงมาอย่างไม่กลัวที่จะขาหักเลยแม้แต่น้อย และสามารถลงถึงพื้นได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนใดๆ ทั้งสิ้น

องค์ชายน้อยที่กิริยาไม่เหมือนกับเป็นเจ้าชายเลยนั้น เพิ่งตื่นจากการบรรทมมานานนับ 10 ปี ร่างกายที่ไม่ได้ออกกำลังกายกลับแข็งแรงดีทุกอย่างเสียจนทหารบางคนที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดียังไม่แข็งแรงเท่า เรื่องมารยาทก็อย่าได้พูดถึง เหมือนลิงดีๆ ตัวหนึ่งก็เท่านั้น ยังดีที่องค์ชายยอมที่จะฟังคำสอนและตักเตือน ไม่เช่นนั้นแล้วในวังแห่งนี้คงวุ่นวายยิ่งไปกว่านี้เป็นแน่แท้

แต่หลายคนก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บ้าง ที่องค์ชายมิคาเอล เร ซอร์ฟอร์ด ผู้นี้สามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งที่ตอนก่อนจะเข้าบรรทมระยะยาวนั้นยังอายุได้เพียง 2 ชรรษาเท่านั้น และไม่มีทีท่าจะหลุดปากพูดอะไรออกมาเลย ยกเว้นแต่คำว่า 'แอ้' ที่ติดปากมาตั้งแต่เกิด ซ้ำยังอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบันนี้โดยไม่ได้ดื่มหรือกินอะไรเลยด้วย

"ท่านมิคาเอล จะให้ข้ารออีกนานแค่ไหนกันครับ ท่านควรจะมีความตรงต่อเวลามากกว่านี้นะ หากเป็นผู้อื่นอาจยกโทษให้ท่าน แต่สำหรับข้าแล้วไม่มีทางหรอกนะครับ" ชายหนุ่มในชุดผ้าคลุมสีดำทั้งตัวเอ่ย หากเป็นผู้อื่นแล้ว คงโดนอาญาเรื่องเครื่องแต่งกายไปแล้ว แต่สำหรับคนผู้นี้กลับได้รับข้อยกเว้นเป็นพิเศษ ทั้งยังไม่มีอาการเกรงกลัวต่อตำแหน่งเจ้าชายเลยแม้แต่น้อย สมกับที่ถูกเลือกให้มาเป็นผู้ดูแลองค์ชายคนเล็กผู้นี้

"มาแล้วล่ะน่า เลิกบ่นได้แล้ว น่าเบื่อ" มิคาเอลบ่นกลับไป

"ถ้าจะไม่ให้ข้าบ่น ท่านก็ควรมาให้ตรงเวลาสิครับ แล้วนี่ท่านขึ้นไปนอนบนต้นไม้อีกแล้วใช่มั้ย ข้าบอกท่านแล้วไม่ใช่รึ ว่าอย่าขึ้นไปนอนบนนั้นน่ะ แล้วก็คงกระโดดลงมาสินะครับ ก็น่าจะรู้อยู่ว่ามันอันตราย หากว่าท่านเป็นอะไรไปองค์ราชากับราชินีจะเสียใจแค่ไหน ไม่ได้คิดถึงเลยรึไงครับ" อิโอสทำการเทศนามิคาเอลอย่างไม่สนใจเสียงโอดครวญขององค์ชายตัวแสบ ก่อนจะกลับไปเป็นอิโอสคนเก่าที่ไม่แม้แต่จะปริปากพูด เดินนำมิคาเอลไปยังห้องสมุดอันเป็นสถานที่เรียนในวันนี้

"องค์ชายขอรับถือว่าข้าขอร้องล่ะขอรับ ช่วยกรุณาเรียนอย่างตั้งใจด้วยเถอะขอรับ อย่าให้ข้าต้องลำบากเลยนะขอรับ" ชายชราผู้รับหน้าที่ในการสอนองค์ชายตัวน้อย พูดออกมาอย่างเหลืออดจะทนแล้ว

"ก็มันเบื่อนี่ ท่านไม่มีอะไรที่น่าสนใจกว่านี้แล้วรึไงอ่ะ มัวแต่พล่ามเกี่ยวกับการปกครองอยู่ได้ ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนเลย" มิคาเอลตอบกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้าน

"โถ่ องค์ชาย ท่านเป็นถึงองค์ชายนะขอรับ การเมืองการปกครองเป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ของกษัตริย์องค์ต่อไปนะขอรับ" ชายชราชี้แจงเหตุผลให้เด็กหนุ่มฟัง หากแต่เจ้าตัวยังสามารถหาข้อโต้แย้งได้อีก

"งั้นก็ยิ่งไม่จำเป็นสำหรับเราน่ะสิ ยังไงเรื่องพวกนี้พวกท่านพี่ก็รับผิดชอบอยู่แล้ว งั้นเราไปล่ะนะ บาย" พูดจบมิคาเอลก็เหวี่ยงตัวออกจากหน้าต่าง หายเข้าไปในสวนพฤกษชาติ

ชายในชุดคลุมสีดำได้แต่ส่ายหัวอย่างเบื่อหน่าย ก่อนที่จะเดินไปยังห้องว่าราชการขององค์กษัตริย์ จะได้กราบทูลให้ทรงทราบถึงนิสัยของลูกชายคนเล็ก เผื่อจะมีวิธีที่จะแก้ไขได้บ้าง หรือจะส่งไปเรียนยังโรงเรียนก็ดีนะ ถึงจะเป็นการเพิ่มงานให้ตนเอง แต่หากคนอื่นๆในวังนี้ได้สงบลงบ้างก็ถือว่าดีแล้วล่ะนะ

_________________________

ยะโฮ่ว์ หวัดดีจ้า

แหะๆ ไม่ได้มาอัพตั้งนาน วันนี้เราเอาบทนำที่2มาลง บทนำคราวนี้ถือเป็นบทนำสุดท้าย คราวหน้าที่จะเอามาลงก็จะเป็นตอนแรกแล้วล่ะนะ

ลงในนี้ไม่รู้จะมีคนอ่านมั้ย แต่ถ้าเข้ามาอ่านแล้วก็ช่วยเม้นท์ด้วยนะ เราอยากได้คำติชมอ่ะ

เม้นท์ด้วยนะฮับ

บ้ายบาย

The Legend Of Entrotrias : Poloque 1

posted on 20 Dec 2005 02:07 by silvercross in Entrotrias

จุดเริ่มต้น : ช่วงเวลาแห่งความสุข

ป่ากว้างมืดทึบไม่มีแสงตัดผ่าน เพราะตอนนี้เป็นช่วงกลางคืน ผู้คนมากมายอาจจะหลับไหลไม่ได้สติ หากแต่คนในที่นี้ยังคงตื่น เพียงแต่ว่าพวกเค้าไม่ได้ตื่นอยู่ด้วยความต้องการของพวกตน หากว่าพวกเค้าถูกปลุกขึ้นมาตะหาก

กลุ่มคนจำนวน 4 คน กำลังห้ำหั่นอยู่กับเหล่าสัตว์ปีศาจ โดยฝ่ายมนุษย์นั้นเสียเปรียบด้านกำลังที่อ่อนล้าขึ้นเรื่อยๆ 1ในฝ่ายมนุษย์นั้น ได้ถูกปกป้องอยู่แต่ด้านหลัง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นข้อเสียเปรียบอีกข้อหนึ่ง จนกระทั่งคนๆนั้นวิ่งออกไปเพื่อที่จะให้เพื่อนๆ ของตนต่อสู้ได้อย่างสะดวก และเพื่อปกป้องเด็กน้อยในอ้อมกอดของตน

"ตื่นตื่นได้แล้ว นายนนท์!!!" เสียงจากริมฝีปากบางที่ตอนนี้ตะโกนปลุกจอมขี้เซาประจำบ้าน

"อืมขออีกแปปน่า" เด็กหนุ่มพึมพำจากใต้ผ้าห่ม ฉุดเอาอารมณ์ของเด็กสาวผู้มาปลุกให้ฉุนขึ้นมา

"งั้นเหรอ" เสียงของเด็กสาวเย็นขึ้นมาจับใจ "งั้นนายจะลองรับฝ่ามือพิฆาต รับเช้าวันใหม่มั้ย"

เหมือนเสียงประกาศิต เด็กหนุ่มจอมขี้เซาที่ตะกี้ไม่ยอมลุกนั้น กระเด้งตัวขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็ว

"ยังเช้าอยู่เลยนี่นา เธอจะรีบมาปลุกชั้นแต่เช้าทำไมกันง่ะ" บ่นทันทีที่ลุก ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ผิดกับอีกคนที่ตอนนี้เตรียมพร้อมอยู่ในชุดนักเรียนหญิง ผมยาวประบ่าถูกรวบขึ้นสูงเป็นหางม้า

"เปิดเทอมวันแรกไง รึว่านายอยากจะไปโรงเรียนสายล่ะ ถ้าอยากก็เชิญนายคนเดียวนะ เพราะชั้นจะไปแล้ว" พล่ามยาวเสร็จก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เด็กหนุ่มรีบกระวีกระวาดไปอาบน้ำแล้วเปลี่ยนชุดเพื่อไปโรงเรียน แล้ววิ่งลงบ้านมาราวกับวันโลกแตก หากแต่มันเป็นสิ่งปกติของบ้านหลังนี้ แม้จะห่างหายไปนาน เพราะปิดเทอมก็ตาม

"เฮ้! รอด้วยสิแก้ว แปปเดียวเอง ไม่เห็นต้องรีบขนาดนั้นเลยนี่" นนท์พูดหลังจากที่กระเดือกขนมปังหมดไป และตอนนี้ทั้ง 2 คนกำลังเดินไปโรงเรียนกันอยู่

"ก็เราไม่อยากไปโรงเรียนสายนี่ นายก็น่าจะรู้นิสัยเราดีอยู่แล้วนะ" แก้วหันกลับมาพูด

เมื่อทั้ง 2 คนมาถึงโรงเรียน ก็ตรงไปยังที่ประจำของคน ซึ่งตอนนี้มีผู้นั่งอยู่ก่อนแล้วถึง 4 คน แบ่งเป็นเด็กผู้ชาย 2 คน ทัดเด็กเรียนประจำกลุ่ม กับฟิวส์ขาลุยถึงไหนถึงกัน และเด็กผู้หญิงอีก 2 คน รุ้งคุณหนูผู้เก่งในการรำไม่แพ้เรื่องเรียน กับกุลทอมสาวผู้มีแฟนเป็นผู้ชาย ทำเอาสาวๆหลายคนที่หลงเสน่ห์น้ำตาตกไปเป็นแถว

"ไงจ้ะแก้ว มาถึงซะทีนะ เนี่ยพวกชั้นยังคิดอยู่เลยว่าน่าจะมากันได้แล้ว พวกเธอก็มากันพอดีเลยเชียว" รุ้งเด็กสาวผมยาวถึงกลางหลังพูดขึ้นเมื่อทั้ง 2 คนเดินมาที่โต๊ะ

"ก็เกือบสายน่ะ เพราะพ่อตัวดีเค้าไม่ยอมตื่นน่ะ ดีที่ชั้นขึ้นไปปลุกไม่งั้นป่านนี้คงยังนอนหลับสบายใจเฉิบอยู่เลยล่ะมั้ง" แก้วได้ทีบ่นให้เพื่อนๆได้ฟังกัน และก็เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้ ส่วนเด็กหนุ่มจอมขี้เซาก็ได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาเพื่อน แล้วรีบฟุบหลับทันที แต่ก็ไม่ได้หลับ เพราะแก้วหันมาเห็นเข้าเสียก่อน เลยโดนฟาดที่กลางหลัง ทำเอานนท์ร้องแทบไม่เป็นภาษาด้วยความเจ็บ

"โอ้ย!!! เจ็บนะยัยแก้ว ไม่เห็นต้องตีกันเลยนี่" นนท์บ่นไปลูบหลังตัวเองไป ก็แก้วน่ะแรงหนักจะตายไป

"ไม่อยากโดนตีแล้วนายจะหลับต่อทำไมล่ะ เพิ่งตื่นเองแท้ๆ" แก้วบ่นใส่นนท์มั่ง

"เอ้อ...ทั้งสองคนพอเหอะ จะได้เวลาเข้าเรียนแล้วรีบไปเข้าห้องกันเถอะ" ทัดพูดขัดทั้งสองคนได้ทันก่อนที่จะเริ่มกัดกันอย่างกิจวัตรที่ทำกันเป็นประจำ

"จริงด้วย รีบไปที่ห้องเรียนกันเหอะ กรูไม่อยากโดนอาจารย์บ่น" กุลลุกเป็นคนแรก แล้วตามด้วยเพื่อนๆที่รีบลุกตาม เพราะไม่อยากโดนบ่นเหมือนกัน

การเรียนวันแรกของเทอมใหม่ก็ผ่านไปด้วยดี แต่สำหรับนนท์แล้วนั้นกลับทำให้เค้าหนักใจยิ่งขึ้น เพราะใกล้จะถึงวันที่แก้วรอคอยเข้ามาทุกที

"เราขอตัวกลับก่อนนะทุกคน เดี๋ยวต้องไปซื้อผ้าน่ะ" แก้วพูดลาเพื่อนๆของตน

"อ้าวทำไมรีบจังล่ะแก้ว นี่มันยังไม่ถึงเวลาเลยนี่" นนท์หันจากที่คุยเรื่องการเรียนในวันนี้ มาถามแก้วอย่างใคร่รู้

"ก็ต้องไปเดินเลือกซื้อผ้าด้วยนี่ รึนายจะผิดสัญญาไม่ไปกับเรา" แก้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

"คอสเพลย์อีกแล้วเรอะ ยัยแก้ว" ทอมสาวถาม เธอยังคงเข็ดไม่หายกับการที่โดนแก้วลากไปคอสเป็นmonkหญิง

"ในหัวเธอนี่มีเรื่องอื่นนอกจากการ์ตูนกับคอสเพลย์บ้างมั้ยเนี่ย" ทัดเปรยขึ้นมาเบาๆ แต่ก็ไม่พ้นหูของเด็กสาวอยู่ดี

"มีสิ เกม คอมฯ แล้วก็นิยายไง" ตอบกลับมาอย่างร่าเริง นี่คงไม่รู้ตัวเลยสินะว่าถูกเหน็บเข้าให้น่ะ

"พอเลยยัยแก้ว เค้าประชดเธอนะ อย่ามาทำเป็นไม่ทุกร้อนหน่อยเลย" นนท์เอ่ยตอบอย่างเสียไม่ได้ "เอ้อ งั้นพวกเราก็แยกตัวเลยละกันนะ ก่อนที่ใครแถวนี้จะเกิดอาการบ้า เพราะไปไม่ทันน่ะ"

นนท์รีบลากแก้วไปทันทีที่พูดจบ ไม่มีโอกาศให้เธอหันมาเล่นงานได้ และกว่าจะได้กลับถึงบ้านก็หลังจากนั้นเกือบ 3 ชั่วโมง ซึ่งตอนนี้ก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ที่นานขนาดนี้ก็เพราะว่า แก้วเดินดูทีละร้านๆ หาผ้าที่ถูกใจทั้งราคาถูกอย่างละเอียด แล้วจึงค่อยไปยังร้านตัดชุด เพราะเหตุนี้เองทำให้เด็กหนุ่ม เหนื่อยเป็นตายเลยทีเดียว

**********************************

"เหตุการณ์ทางไกอาเป็นเช่นไรรึอุมากร" เสียงทุ้มทรงอำนาจ จากชายชราที่สวมชุดคลุมแบบโบราณคล้ายพ่อมดกล่าว

"ไม่มีอะไรผิดปกติค่ะ ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าทายาทคนนั้นคือใคร" คนในชุดคลุมมีฮู๊ดปิดหน้าเอ่ยตอบ ฟังจากน้ำเสียงแล้วน่าจะเป็นเพียงแค่เด็กสาวเท่านั้น

"อย่างงั้นรึ เจ้ากลับไปทำหน้าที่ของเจ้าต่อเถอะ โดยเฉพาะเด็กทั้งสองคนที่ข้าคิดว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทางนี้น่ะ เจ้าต้องคอยระวังเป็นพิเศษล่ะอย่าลืม" ชายชรากล่าวย้ำถึงหย้าที่ของเด็กสาว แล้วเดินจากไปในทันที

"ค่ะ ท่านปู่" เด็กสาวรับคำ ลุกขึ้นยืนแล้วจากไปดุจสายลม

***********************************

นนท์สะดุ้งตื่นในตอนเช้าตรู่ เหงื่อออกเต็มตัวของนนท์ราวกับว่าเด็กหนุ่มเพิ่งเสร็จจากการออกกำลังกายก็ไม่ปาน นนท์นึกถึงความฝันที่ทำให้ตนสะดุ้งตัวตื่น หากแต่นนท์ไม่เคยจำได้เลยสักครั้ง เด็กหนุ่มสงสัยเรื่องความฝันของตนมานาน เพราะมันเหมือนจริงยิ่งนักแม้ว่าตนจะจำไม่ได้ก็ตามที สิ่งเดียวที่ยังจำได้ก็คือเสียงที่บอกให้หนีเท่านั้น

"เฮ้ นนท์ตื่นได้แล้ว เอ๋....เฮ้ย! วันนี้ฝนตกแน่ๆเลยแม่ นนท์ตื่นเองได้" แก้วจะเข้ามาปลุกนนท์แต่เมื่อเห็นว่านนท์ตื่นแล้ว กลับตะโกนลงไปชั้นล่างแทน

"ยัยแก้ว เงียบหน่อยได้มั้ย เสียงเธอนี่ช่างเป็นมลพิษเหลือเกินนะ หนวกหูน่าดูเลย" นนท์บ่นใส่แก้ว

"จ้าๆ ว่าแต่นนท์ไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้วนะ วันนี้นนท์ต้องไปกับแก้วนะ อย่าลืมสิ" นนท์ได้ยินก็ได้แต่อ้าปากค้างเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันอะไร "นนท์ เลิกอ้าปากค้างแล้วไปอาบน้ำซะทีสิ" แก้วย้ำนนท์อีกรอบ แล้วเดินออกไป

...ใครก็ได้ช่วยเอาผมออกไปจากตรงนี้ที... นนท์คร่ำครวญอยู่ในใจ ตอนนี้นนท์อยู่ในชุดคอสเพลย์ที่แก้วจัดไว้ให้ แต่นนท์จะไม่บ่นหรือเศร้าเลย หากว่าชุดที่นนท์ใส่จะไม่ใช่ชุดของผู้หญิงอย่างนี้ แถมท่าโพสถ่ายรูปแต่ละท่าของแก้วก็ส่อ Y ยิ่งขึ้นทุกทีๆ

ถึงนนท์จะเป็นโอตาคุที่รับได้ทุกพลังก็ตามเถอะ แต่ให้มาใส่ชุดอย่างนี้แล้วโพสท่าแบบที่พวกผู้หญิงเค้าชอบกันเนี่ย ( Y ) ก็ไม่ไหวนะ ยังดีที่ไม่มีใครรู้รึสังเกตุว่านนท์เป็นผู้ชาย เพราะไม่อย่างนั้น นนท์คงได้ถูกรุมหนักเสียยิ่งกว่านี้ แล้วเหตุที่ไม่มีใครรู้ก็ต้องยกให้แก้วที่จับนนท์ใส่วิกตั้งแต่ยังไม่ออกจากบ้าน แถมด้วยโครงหน้าของนนท์ที่คล้ายผู้หญิง แล้วผิวที่ขาวเนียนอีก เมื่อมีผมที่ยาวจึงทำให้ไม่มีใครดูออกเลย จะเว้นก็แต่...

"นนท์ ใช่นนท์ รึปล่าวน่ะ"

'โอ้เสียงสวรรค์ทรงโปรด แต่เจ้าของเสียงนี้มัน...รุ้งนี่นา' นนท์เงยหน้าขึ้นไปมองผู้มาทัก แล้วก็ต้องตะลึง เพราะไม่ใช่แค่รุ้งเท่านั้น ยังมี กุล ฟิวส์ และก็ทัดอีกด้วย นนท์แทบจะสลบก็คราวนี้ล่ะ 'ไม่มีหน้าไปโรงเรียนแล้วตรู'

"สวยดีนี่นนท์ แต่งขึ้นสุดๆเลยนะ สวยกว่ายัยแก้วอีก" คำชมจากฟิวส์ แต่นั่นก็ไม่ทำให้นนท์รุ้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

"ใช่ๆ ดูเป็นผู้หญิงกว่าชั้น กับยัยแก้วตั้งเยอะเลย" กุลพูดขึ้นมาบ้าง

"แล้วมันจะน่าดีใจตรงไหนกันเล่า" นนท์บ่นอุบอิบอยู่คนเดียว

"มากันครบแล้ว พวกเราก็ไปหาที่นั่งกินมื้อเที่ยงกันเถอะ เราหิวแล้ว" แก้วพูด พลางลูบท้องไปมา

'เฮ้ๆ นี่เล่นนัดกันมาเรอะ ไม่เห็นบอกเลย ท่าทางยัยแก้วจะเป็นตัวการแฮะ' นนท์นั่งเอ๋อคิดในใจคนเดียว

"อื้อ งั้นก็ไปกันเลย เอ้า!นนท์ลุกได้แล้ว เดี๋ยวก็ทิ้งไว้ตรงนี้ซะเลยนิ" ฟิวส์หันมาเร่งนนท์ที่ยังคงนั่งเอ๋อตกอยู่ในภวัง แล้ว 2 หนุ่มก็ต้องลากเอานนท์ไป

"ผลั่ก! เคร้ง...."เด็กสาวคนหนึ่งวิ่งเข้ามาชนนนท์ เด็กสาวหันมาขอโทษอย่างรีบร้อนก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในฝูงชน หากแต่นนท์ไม่ได้สนใจเด็กสาวคนนั้นเลย เด็กหนุ่มมัวแต่มองหาล็อกเก็ตที่ทำตกไปตอนที่ถูกชน

"นนท์ นายหาอะไรอยู่น่ะ ให้เราช่วยมั้ย" แก้วถามนนท์ เมื่อเห็นว่านนท์ไม่มีที่ท่าว่าจะหาของที่ทำหล่นเจอ

"ล็อกเก็ตสีเงินอันที่ชั้นใส่อยู่เป็นประจำน่ะ ตกไปตอนที่ถูกชนตะกี้นี้อ่ะ" นนท์ตอบทั้งๆที่ไม่มองขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

"อ๋อ อันนั้นเอง งั้นเดี๋ยวพวกเราช่วยกันหาอีกแรงละกัน" แล้วทั้งหมดก็ก้มลงมองหาล็อกเก็ตของนนท์กัน แก้วคลำทางที่พื้นมองไปเรื่อยๆ จนมองเห็นแสงสะท้อนที่น่าจะมาจากล็อกเก็ต ซึ่งถ้าใช่ก็ตกห่างจากที่นนท์โดนชนไปไกลพอสมควร

"นั่น ตรงนั้นน่ะ ใช่รึเปล่า" แก้วพูดให้ทุกคนหันไปดู แต่ตัวเธอก็เดินไปหยิบล็อกเก็ตอันนั้น พร้อมๆกัยนนท์ที่หยิบขึ้นมาพอดี

ทันทีที่มือของทั้ง 2 คน แตะเข้าที่ล็อกเก็ต แสงสว่างจ้าตาก็ปกคลุมไปทั่วร่างกายของนนท์และแก้ว ฉับพลันแสงนั้นก็หายไปเหลือไว้แต่แก้วที่นอนไม่ได้สติอยู่ตรงนั้น แต่ไม่มีวี่แววของนนท์เลยแม้แต่น้อย

"แก้ว!!! นนท์!!!" เสียงตะโกนเรียกทั้งสองคนดังลั่นบริเวณนั้น และเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่สติของแก้วจะหลุดลอยหายไปจริงๆ

*********************************

ในเอนโทเทรียส เมืองหน้าด่านแห่งการค้า มีเด็กสาวผมสีขาวยาวสยายนอนสลบอยู่หน้าโบถส์ประจำเมืองแห่งนั้น พร้อมกับที่เมืองหลวงในพระราชวังสุดหรู เด็กน้อยผู้นอนหลับมานานกว่า 10 ปีก็ได้ลืมตาตื่นขึ้นมา

_______________________________________

ลันล้า~ มาอัพบลอคเจ้าค่ะ หุหุ แต่ไม่อัพเรื่องส่วนตัวหรือชีวิตประจำวันนะ ขี้เกียจ ไม่อยากมีเรื่องด้วย ช่วงนี้ไว้ใจใครไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แล้วก็เบื่อๆด้วยอ่ะ

วันนี้ก็มาแค่อัพฟิคที่แต่งไว้ชาติเศษให้พวกท่านได้อ่านกันก็เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมาก อ่านกันแล้วก็คงรู้ล่ะนะว่าพล็อตเรื่องน่ะเอามาจากไหน อ่านๆกันดูล่ะ แล้วก็ช่วยเม้นท์วิจารณ์ด้วยก็ดีนะ >w<