เบื่อ... โลกนี้มันช่างน่าเบื่อเหลือ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชั้นไม่เคยคิดแบบนี้เลยศักครั้ง หากมาวันนี้วันที่ฉันสูญเสียบุคคลที่รักทั้งสองคนไปแล้วนั่นแหละ เมื่อก่อนชั้นมีทั้งพ่อ แม่ และน้อง พวกเราอยู่กันอย่างมีความสุข ไม่ได้ไปเที่ยวไหนไกลในวันหยุดก็เพียงแค่เดินห้าง ไปว่ายน้ำ ดูหนัง ตามไสตล์ของครอบครัวทั่วไปเท่านั้น แค่ฉันก็รู้สึกสนุกและชอบมันมาก

ในตอนนี้ฉันเหลือเพียงแค่น้องชายเพียงคนเดียว แต่ฉันไม่สามารถที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขาได้มากมายนัก เด็กหนุ่มที่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นนั้นมีความคิดเป็นตัวของตัวเองสูงมากๆ ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคอยดูความเปลี่ยนแปลงของน้องชายชั้นอยู่ตลอด หากแต่ว่ามันช่างน่าเบื่อเหลือเกินนะ พวกเราสองพี่น้องต้องแยกกันอยู่ ฉันอยู่กับญาติฝ่ายพ่อ น้องไปอยู่อีกที่ที่ไม่มีกฏระเบียบมากนัก ฉันมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ในแบบของเด็กๆ ฉันรู้ตัวฉันดี มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วล่ะ ตั้งแต่วันที่พ่อของฉันได้จากไป

วันนั้นฉันกำลังนั่งเรียนพิเศษของชั้นม.1อยู่ เพื่อนของฉันก็เข้ามาเรียกให้เก็บของกับบ้านทั้งที่อีกไม่นานก็จะเลิกแล้วแท้ๆ ฉันเดินลงไปเจอกับแม่และลุงผู้เป็นพี่ของแม่ยืนรออยู่ แม่ของฉันในตอนนั้นท่านหน้าซีดมาก แต่อาจเพราะความไร้เดียงสาของฉันกระมังที่ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร จนเมื่อลุงของฉันพูดขึ้นมาในรถนั่นแหละ ฉันถึงได้รู้และนั่งนิ่งเหม่อมองข้างจอกตลอดเวลาที่ใช้กลับบ้าน ฉันเดินลงมาจากรถก็เจอกับพวกญาติๆที่รู้ข่าวและมาถึงก่อน พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกับชั้น แน่ล่ะทุกคนกำลังช็อคที่สูญเสียพี่หรือน้องของตนไปแบบที่ไม่ทันตั้งตัว ฉันเดินเข้าบ้านเพื่อไปกราบลาพ่อ ท่านกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้เหมือนดังเช่นตอนเช้าที่ชั้นออกจากบ้านไป จะต่างก็เพียงแค่ใบหน้าที่ซีดลงกับลมหายใจที่ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ฉันกราบลงที่ข้างตัวของพ่อเพราะกลัวว่าหากน้ำตาที่ไหลลงมาราวทำนบเขื่อนแตกไปโดนตัวท่านนั้น จะทำให้ท่านไม่สามารถไปสวรรค์ได้ ฉันไม่มีโอกาสจะตอบแทนอะไรท่าน ก็ได้แค่เพียงไม่ทำให้ท่านไปไม่สบายก็เท่านั้น

ช่วงเวลานี้โลกของฉันได้พังทลายลงไปส่วนนึงแล้ว หากแต่ยังคงมีคนคอยค้ำจุนคือแม่กับน้องชายของฉัน เด็กน้อยในตอนนั้นไร้เดียงสาเสียยิ่งกว่าฉันร้องไห้ออกมาเกือบตลอดเวลา ฉันไม่รู้จะปลอบน้องยังไงดีได้เพียงแต่จับมือของเค้าเอาไว้เท่านั้น ตอนที่พ่ออยู่ในโลงชั้นก็เป็นคนเข้าไปดูว่าเรียบร้อย ฉันไม่ได้รู้อะไรหรอกนะ ก็แค่ไม่มีใครขยับนี่นาแล้วฉันก็นึกว่าจะได้เห็นหน้าของพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ฉันเลยเดินเข้าไปเอง พ่อกำลังนอนหลับอยู่อย่างสงบภายในโลงไม้นั้น ในมือของพ่อมีตุ๊กตาผู้หญิงอยู่ซึ่งเป็นตัวแทนของอาสาวของฉันที่เสียไปเมื่อปีก่อน ก่อนจะปิดฝาโลงคนทำพิธีก็เรียกให้ญาติทุกคนมาป้อนข้าวให้ผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย ตั้งแต่ตอนที่เดินมาดูแล้ว ฉันยังไม่ได้หยุดร้องไห้เลย ฉันรู้ตัวดีตอนนี้น่ะชั้นเจ็บตามากๆ แต่ก็หยุดร้องไม่ได้ พอหยุดอีกสักพักก็ร้องออกมาอีก แล้วก็ต่อด้วยการนำโลงศพไปสู่ศาลาฉันไปคนถือรูปของพ่อ ส่วนน้องถือกระถางธูป เมื่อรถข้ามสะพานทุกคนก็หยิบเศษเงินโยนลงไปเป็นพิธี พวกเราพาพ่อมาที่วัดแถวบ้านอาม่า เพื่อที่อาม่าจะได้มาที่วัดได้ง่ายๆ ตลอดสัปดาห์นั้นฉันแทบไม่ได้พูดกับใครเลย แทบจะแม้แต่กับพวกญาติๆด้วยซ้ำ

ระหว่างช่วงงานศพนั้นถึงแม้ทุกคนจะเศร้า แต่ก็ด้วยความที่ยังเป็นเด็ก พอมีเด็กที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันหลายๆคนเข้าก็ต้องมีซนกันบ้าง น้องชายฉันลงไปวิ่งเล่นกับน้องๆ(นับจากอายุฉันนะ) ฉันเองก็ใช่จะไม่ได้ลงไปเล่นด้วยหรอกนะ เพียงแต่ฉันชอบที่จะนั่งอยู่ข้างแม่พับกระดาษที่ใช้ในพิธีกงเต็ก จนกระทั่งวันเผาเชื่อมั้ยนอกจากฉันจะแทบไม่ได้คุยกับเพื่อนในห้องแล้วชั้นยังไม่ได้บอกใครเรื่องนี้สักคนแม้แต่คุณครู ฉันบอกไปแค่เพื่อนซี้ของฉันสองคนเท่านั้น ซึ่งวันนี้ทั้งสองคนก็มาด้วย ฉันน่ะนะไม่ร้องไห้แล้วล่ะ มันร้องไม่ออกน่ะ พอเห็นน้องที่นั่งนิ่งกลั้นน้ำตาอยู่ใต้จีวรสีเหลืองกับผู้เป็นแม่ที่อ่อนเพลียยืนร้องไห้อยู่ ฉันต้องเข้มแข็ง นี่คือสิ่งที่ฉันคิด และนี่อาจทำให้ฉันไม่ร้องไห้ออกมาอีกก็ได้

หลังจากวันนั้นมาทุกอยู่กันตามปกติ แต่แม่ก็เริ่มที่จะทำงานหนักๆไม่ค่อยไหว แต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากที่พ่อเสียไปแล้วเกือบปี ร้านขายยาที่บ้านของฉันเริ่มเปิดน้อยลงเพราะแม่ไม่แข็งแรง การเงินภายในบ้านก็เริ่มไม่ค่อยดี แม่เป็นโรคที่มีอาการคือเม็ดเลือดขาวไม่ทำงาน หากไม่สบายก็จะเป็นหนักกว่าคนทั่วๆไป ไปหาหมอแต่ละทีก็หมดไปหลายพัน

ข้างบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามาก่อนพ่อจะเสียไม่นานเริ่มออกลาย พวกนั้นหลอมทองกันกลางดึก แรกๆก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ แต่นานๆเข้าก็แย่สารเคมีที่มาจากการหลอมทองนั้นส่งกลิ่มเหม็นมากๆ มีอยู่คืนที่แม่ถึงกับเรียกตำรวจมาเลย ฉันไม่ได้ลุกขึ้นมาดูหรอกนะ เพราะมัวแต่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม มันเหม็นมากจนเหมือนกับมีอะไรมาเผาทางเดินหายใจถ้าชั้นโผล่หน้าออกไป แต่แล้วพวกนั้นก็รอดไปได้ไม่โดนตั้งข้อหาอะไร เงียบไปพักใหญ่ก็กลับมาซ่าอีก คราวนี้บรรดานกที่ฉันเลี้ยงไว้น่ะตายไปตั้งหลายตัวโดยเฉพาะเจ้าปลาย ฉันรักมันมาก เวลาว่างๆนั้นฉันชอบปล่อยมันออกมาจากกรงให้มาอยู่เป็นเพื่อนฉัน ปลายน่ะฉลาดมากๆแต่พอคู่ของมันตายก็ซึมไปมากจนฉันต้องขึ้นไปเล่นกับปลายทุกครั้งที่กลับจากโรงเรียน จนกระทั่งวันที่เจ้าปลายตาย วันนั้นฉันขึ้นไปหาเจ้าปลายเหมือนปกติที่ทำอยู่ แต่ฉันไม่เห็นปลายอยู่ในกรง ตอนแรกฉันก็นึกว่าปลายนอนอยู่ในบ้านที่ติดไว้ข้างๆ แต่พอจะเปิดกรงเท่านั้น เจ้าแก้วนกแก้วที่อยู่กรงข้างๆนั้นร้องเสียงดังอาละวาดหนักไม่ให้ฉันเปิดกรงของปลาย ฉันตกใจรีบลงไปเรียกแม่ขึ้นมา แม่เอาผ้ามาบังไม่ให้แก้วเห็นฝั่งกรงของปลาย เมื่อเปิดเข้าไปฉันได้เห็นแค่เพียงร่างไร้วิญญาณของปลายเท่านั้น มันนอนอยู่เหมือนปกติที่ฉันเคยแอบขึ้นมาดูตอนดึก เจ้านกน้อยที่เคยเกาะหัวฉันเวลาฉันอ่านหนังสือตอนนี้มันไม่มีแม้แต่ลมหายใจ ฉันไม่ได้ฝังปลายแต่ฉันเผา ให้คนข้างบ้านนั้นรู้ไปเลยว่าได้ทำนกของฉันตายไปเป็นตัวที่สี่แล้ว!!! แต่คนเหล่านั้นก็ไม่ได้สนอะไร ก็แค่นกนี่ไม่ใช่คนสักหน่อยจะไปสนทำไมล่ะ ฉันว่านี่คือสิ่งที่พวกนั้นคิด แม่อยากที่จะย้ายออกมาบ้านหลังนี้แต่ก็ไม่ได้ย้ายสักที เพราะคนที่อยู่ในบ้านหลังที่จะย้ายเข้าไปนั้น เค้าไม่ยอมย้ายออกสักทีทั้งที่ลูกชายชวนไปอยู่ด้วย(ปัจจุบันยังคงอยู่กันตามภาษายายแก่สองคน) จะให้ย้ายไปอยู่ในบ้านที่เป็นชื่อของฉันกับน้องก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะพวกเค้าไม่ยอมแน่ๆ พวกฉันกับแม่จึงต้องทนอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป แล้วรู้มั้ยฉันน่ะเลี้ยงนกไว้ทั้งหมดแปดตัว น้องฉันเลี้ยงกระรอกอีกตัว แล้วก็สุนัขอีกตัว นกของฉันตายหมดไม่เหลือรวมทั้งเจ้าปอยกระรอกที่น้องฉันเอามาเลี้ยงได้แค่สัปดาห์เดียว คิดดูซิว่าตอนนั้นฉันต้องเศร้าแค่ไหน

ทว่าบางทีธรรมชาติก็ช่วยปลอบประโลมคุณได้อย่างมาก ใช่แล้วฉันไปเที่ยวป่า เที่ยวน้ำตกกับที่บ้าน ถึงจะเป็นการไปทำงานของแม่ด้วยก็เหอะ แต่ฉันดีใจนะ เพราะพวกเราไม่ได้มาเที่ยวพร้อมหน้ากันไกลๆนานมากแล้ว น้ำตกที่ไปนั้นสวยมากๆ น้ำหลายสายไหลลงมาจากที่สูงราวกับมีชีวิตกระทบโขดหินกระจายเป็นละอองน้ำสีขาว บรรยากาศภายรอบเย็นสบายยิ่งนัก โดยเฉพาะน้ำในลำธารเมื่อกวักขึ้นมาล้างหน้าแล้วช่างสดชื่นเสียเหลือเกิน แม่ของนั่งห้อยขาอยู่ตรงโคนไม้ไม่ไกลจากฉัน ท่าทางจะเย็นถูกใจเค้ามากเลยล่ะนะ ลงจากน้ำตกพวกเราก็ไปอีกที่ไม่ไกลนัก แถวนี่มีทั้งลำธารน้ำเย็น ที่ไม่ได้เย็นตามชื่อ ไม่รู้ถูกเรียกได้ไง กับลำธารน้ำร้อนที่ร้อนพอจะลวกไข่ได้ทีเดียว และทำให้ฉันรู้ว่าเพราะอะไรถึงได้เรียกเป็นลำธารน้ำเย็น บรรยากาศที่นี่ร่มลื่นพอๆกับน้ำตก เพียงแต่ว่าต้นไม้ขึ้นรกกว่า ทำให้รูปที่ฉันถ่ายตอนแรกมืดเหมือนถ่ายกันในตอนกลางคืนเลยล่ะ(โดยเฉพาะรูปแรกลืมแฟลซ) ความจริงที่นี่มีบ่อน้ำร้อนให้ลงไปแช่ด้วยนะ ฉันเองก็อยากลงแต่ไม่กล้าอ่ะ เอาไว้ไปแช่ที่ญี่ปุ่นดีกว่า(ถ้าได้ไปนะ) ตรงนี้มันกลางแจ้งอ่ะน่าอายออก พอพวกเราเที่ยวกันจนบ่ายแก่แล้ว แม่ก็ต้องทำงานของตนเพราะใกล้ถึงเวลานัด แต่ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ให้พวกเรานั่งรอในรถประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น จากนั้นก็ขับรถกลับกรุงเทพฯกัน กลับถึงบ้านพวกเราแทบจะสลบคาหมอน ก็เหนื่อยนี่ เที่ยวกันมาทั้งวันไม่เหนื่อยได้ไงล่ะ ก็ยังคงมีแค่คนเดียวล่ะนะที่ขยัน ก็แม่ไงลงมือทำกับข้าวอย่างรวดเร็ว ทั้งที่แค่เดินออกไปกินนอกบ้านก็ได้แท้ๆ ขยันจริงๆ

หลังจากวันนั้นไม่นานแม่ก็ต้องเข้าโรงพยาบาล ตอนแรกน่ะพวกเราไม่รู้ว่าแม่ป่วยเป็นอะไรหรอกนะ รู้เพียงแค่ว่าต้องมีการดูดน้ำออกจากไขสันกลังเท่านั้น แม่อยู่ที่โรงพยาบาลนานเป็นเดือน ระหว่างนั้นอาอี้ที่เป็นพี่ของแม่ฉันคอยมาดูแล จนแม่อาการดีขึ้นกลับมาอยู่บ้านอี้ก็ช่วยดูแลให้ระหว่างที่ฉันไปโรงเรียน แม่ไม่เจริญอาหารเอามากๆ ขนาดข้าวต้มที่ชั้นต้อมให้แม่นั้นแม่ยังกินไม่หมด กินน้อยยิ่งกว่าแมวดมเสียอีก แม่กลับมาอยู่บ้านเพียงสัปดาห์กว่าๆก็ต้องกลับโรงพยาบาล วันที่แม่กลับไปนั้นดีที่คุณลุงมาเยี่ยม ไม่งั้นแค่ฉันคนเดียวคงแย่น่าดู อาการคราวนี้ของแม่แย่มากๆ แย่ถึงขนาดที่ว่าหมอเข้ามาถามเกี่ยวกับเรื่องที่ หากว่าคนไข้มีอาการโคม่าไม่สามารถหายใจหรือสมองตายจะให้ใช้เครื่องช่วยมั้ย และเป็นที่แน่นอนว่าลุงบอกไปว่าไม่ต้อง นี่เป็นความต้องการของแม่เองด้วย เพราะพวกเค้ามีคุยกันเรื่องนี้ก่อนหน้าไม่นานนัก

การสอบกลางภาคที่ใกล้เข้ามาทำให้ฉันแทบไม่มีเวลาไม่เยี่ยมผู้เป็นแม่ ยังดีที่อี้ว่างที่จะมาคอยดูแลเหมือนเดิม ส่วนฉันก็ได้แค่เพียงมาดูตอนเย็นจนหมดเวลาเยี่ยมเท่านั้น เวลาผ่านไปกว่าสัปดาห์ ฉันไปเยี่ยมแม่แต่เช้าเพราะเป็นวันหยุดแล้วไปดูน้องที่มีแข่งวันนี้ เสร็จแล้วก็กลับมาดูแม่อีกรอบจน 2ทุ่มก็กลับบ้าน ตั้งแต่วันที่แม่เข้าโรงพยาบาลรอบสอง ฉันยังไม่เคยได้ยินแม่พูดหรือขยับตัวเลยและวันนี้เองก็เช่นกัน หลังจากที่ฉันกลับมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลที่โทรมาบอกเรื่องแม่ ฉันนึกดีใจเพราะคาดว่าแม่พื้นแล้ว แต่ไม่เลย แม่ยังไม่พื้นและไม่มีทางที่จะพื้นอีกต่อไป เพราะแม่ได้เสียไปแล้วเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา หมอไม่สามารถยื้อชีวิตของแม่ได้แม้ว่าจะใช่เครื่องกระตุ้นหัวใจแล้วก็ตาม ฉันจำไม่ได้ว่าทำอะไรไปบ้างหลังจากนั้น รู้เพียงแค่ว่าฉันนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นจนน้องกลับบ้านมา ฉันไม่อยาดจะบอกเค้าเลย แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ ยังไงพรุ่งนี้เค้าก็ร้องรู้อยู่ดีตอนที่ลุงมารับไปรับศพของแม่ เพราะทางโรงพยาบาลโทรไปบอกแทนชั้นแล้ว พวกเค้าคงรู้ว่าฉันคงไม่สามารถโทรไปแจ้งญาติด้วยตัวเองได้ และฉันก็ขอบคุณที่เค้านึกอย่างนั้นจริงๆ พวกเราสองพี่น้องนั่งร้องไห้ด้วยกัน ฉันพยายามปลอบน้องทั้งที่ก็ยังไม่หยุดร้องไห้เหมือนกัน

คืนนั้นพวกเรานอนบนเตียงด้วยกันบนเตียงของแม่ ฉันไม่สนหรอกว่าจะมีใครห้ามไม่ให้นอนบนเตียงของคนตายรึไม่ เพราะถึงยังไงถ้าฉันไม่นอนเตียงนี้แล้วจะให้ฉันไปนอนที่ไหนล่ะ บนฟูกกับน้องก็ขอผ่านล่ะเล็กแถมโดนเตะทั้งคืนด้วยยิ่งไม่มีทางล่ะนะ กลางคืนผ่านพ้นเข้าสู่เช้าวันใหม่ ก็ไม่เช้านักหรอกเพราะกว่าฉันจะตื่นก็ปาไปเกือบ 9 โมงเช้าแล้ว ลุงมาหาพวกเราที่บ้านหลังจากนั้นไม่นาน ฉันไล่ให้น้องไปอาบน้ำแล้วรอญาติฝ่ายแม่ที่จะมาที่นี่ก่อนไปรับศพ ส่วนฉันไปบ้านฝั่งพระนครกับลุง ลุงสั่งให้ฉันตัดผม ให้ตายสิผมที่ฉันอุตส่าห์ไว้ยาวมาเกือบถึงกลางหลังโดนหั่นซะสั้นเหลือแค่ 1นิ้วก่อนถึงติ่งหู เสร็จจากตัดผมก็กลับไปที่โรงพยาบาลทำพิธีเพื่อพาร่างของแม่ไปยังวัดที่จองไว้ ก็เหมือนกับตอนของพ่อล่ะนะ เพียงแต่ว่าคราวนี้ฉันจำไม่ได้ล่ะว่าร้องไปมากแค่ไหน หรือแทบไม่ได้ร้องเลย เหมือนกับเป็นการปิดกั้นความทรงจำจากเรื่องที่เศร้าจนรับไม่ไหวสุดๆล่ะมั้ง ตลอดสัปดาห์นั้นฉันแทบไม่ได้ไปเรียนเลย เรียกให้ถูกคือฉันหมกตัวอยู่แต่ในบ้านล่ะนะ จะออกก็ช่วง 5โมงเย็นนั่นแหละเพื่อจะไปวัด ที่ฉันไม่ไปแต่เช้าเพราะไม่อยากโดนบ่นเรื่องที่ไม่ไปโรงเรียนล่ะนะ แล้วที่จริงนี่ก็เป็นสัปดาห์ก่อนสอบ ไม่ค่อยมีใครมาเรียนกันหรอก ส่วนใหญ่อยู่บ้านอ่านหนังสือกันหมด ฉันที่จะมาแจ้งข่าวในวันอังคารยังงงเลยว่าเพื่อนหายไปไหนหมด(มีเพื่อนห้องอื่นบอกให้ว่าหยุดกันยกห้องเพราะนัดกันไว้เมื่อวานที่ฉันหยุดไป) ช่วงเช้านี้ฉันก็เลยได้แต่เดินบอกบรรดาอาจารย์ให้ครบทุกคนแล้วขอออกจากโรงเรียนก่อน ดีที่ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนมา เพราะไม่งั้นกว่าจะได้ออกก็หลังบ่าน3 โน่นแหละ โรงเรียนชั้นเข้มงวดในเรื่องนี้มากๆ แล้วฉันก็ได้บอกเพื่อนๆในวันพุธซึ่งเป็นวันสุดท้าย วันที่ร่างของแม่จะยังอยู่ในโลกก่อนจะเหลือเพียงแค่เถ้ากระดูก

เพื่อนๆใจดีกับชั้นมาก ถึงแม้วันนี้พวกเค้าจะมีงานที่ต้องทำกันแต่ก็ยังอุตส่าห์บอกว่าจะไปแม้จะไปกันได้ไม่ทั้งห้องก็ตาม ชั้นนั่งเรียนกับเพื่อนๆจนหมดคาบ 2 ทั้งๆที่ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียน แต่อาจารย์ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเข้าใจ หลังจากนั้นชั้นก็ไปวัด ชั้นอยู่ในวัดตลอดทั้งวันที่เหลือจนถึงเวลางานบรรดาแขกเหรื่อก็มากันพอสมควร ญาติๆจากต่างจังหวัดก็มาด้วย นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ชั้นได้เจอพวกเค้าเกือบทั้งหมด จากนั้นไม่นานเพื่อนๆในห้องชั้นก็มา พิธีผ่านไปอย่างเรียบง่าย และชั้นเองก็ไม่ได้ร้องไห้ มันร้องไม่ออก ร้องไม่ออกจริงๆนะ ทั้งๆที่หลังจากนั้นพอมีใครสะกิดถึงเรื่องนี้เพียงนิดเดียวชั้นก็ร้องไห้จนเกือบจะทำนบแตกแท้ๆ

หลังจากวันนั้นชั้นก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านอาม่า และเริ่มเข้าวงการคอส(ความจริงเข้าก่อนหน้านี้แล้วแต่ยังไม่ได้คอสแค่ไปเดินเล่น) ช่วงนั้นชั้นรู้สึกกสนุกกับมันแม้ว่าในบางครั้งแล้วชั้นยังรู้สึกเหมือนกับว่าฝืนอยู่บ้างก็ตาม ก็จริงล่ะนะชีวิตชั้นเหมือนจะหยุด จบไปตั้งแต่วันที่แม่ได้จากไป ทั้งๆที่ชั้นคิดว่าตัวเองปลงได้แล้วเชียวนะ การใช้ชีวิตของชั้นมันพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น แต่ทำไมกันนะ ทำไมชั้นถึงได้ไม่รู้สึกสนุก อยากที่จะใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าที่สุดเลยล่ะ ทำไมชีวิตของชั้นมันเหมือนกับถูกหยุดเอาไว้ ทั้งๆที่ชั้นก็ยังก้าวเดินออกไปด้วยล่ะ จนมาถึงปัจจุบัน ชั้นมีเพื่อนเพิ่มขึ้นเยอะด้วย แต่ก็ยังรู้สึกหว้าเหว่ รู้สึกว่ายังอยู่ตัวคนเดียว ไม่ต้องพูดถึงน้องชายชั้นหรอกเค้ามีวิถีชีวิตของเค้าเองแล้ว มีลูกแล้วแม้จะยังทำตัวเป็นเด็กเหมือนเดิมก็ตาม

เพื่อนแต่ละคนที่ก้าวเข้ามาชั้นคบกับพวกเค้าด้วยความจริงใจ แต่ชั้นไม่รู้หรอกว่าพวกเค้าคิดกับชั้นยังไง ก็ชั้นไม่ใช่พระเจ้านี่จะได้ล่วงรู้ความคิดของผู้อื่น แล้วถ้าชั้นเป็นพระเจ้า ชั้นคงไม่ปล่อยให้พ่อกับแม่ตายหรอก การที่ชั้นยังรู้สึกหว้าเหว่ทั้งที่ยังมีเพื่อนอาจเป็นเพราะชั้นปิดใจตัวเองเอาไว้ในบางส่วน หรืออาจเป็นเพราะพวกเค้าไม่ได้คบกับชั้นด้วยใจจริงกันแน่นะ พวกเค้าแทบไม่เคยชวนชั้นไปเที่ยวด้วย การชวนนั้นก็เหมือนกับเรื่องที่ขัดเสียไม่ได้ แล้วส่วนใหญ่ที่ชวนก็มีแค่ช่วงที่รู้จักกันแรกๆเท่านั้น ชั้นเบื่อ เบื่อมาก เบื่อจนไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ก็ยังคงต้องเสแสร้ง เสแสร้งว่ามีความสุข สนุก หัวเราะในทุกๆเรื่อง ชั้นคงเป็นจอมเสแสร้งแล้วล่ะมั้ง ยิ่งรู้สึกเหมือนโดนหักหลังจากเพื่อนที่ไว้ใจที่สุดด้วยแล้ว การเสแสร้งของชั้นมันยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะชั้นไม่มีที่ๆจะปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาอีกแล้ว พอแล้วล่ะ พอกันทีกับคนพวกนั้น

วงการคอสที่ที่ชั้นแคยรู้สึกเป็นตัวของตัวเองที่สุด ในตอนนี้คงไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว เพราะชั้นมีเพื่อนที่ต้องเสแสร้งด้วยมากขึ้นทุกที เมื่อไหร่กันที่ชั้นจะได้เลิกเสแสร้ง ใครก็ได้ช่วยจริงใตกับชั้นหน่อยสิ ชั้นข้อร้องล่ะขอร้องจากใจจริง ได้โปรดเถอะ ก่อนที่ชั้นจะจมหายไปในการเสแสร้งนี้ ชั้นเหนื่อย ชั้นอยากพัก แต่การพักนั้นคือการจบทุกสิ่งทุกอย่าง ชั้นอยากจะลืมอีกสักครั้งจัง แต่คราวนี้ขอเป็นการลืมทุกสิ่งทุกอย่างนะ เผื่อว่าชั้นจะไม่ต้องเสแสร้งอีกต่อไป

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

โย่ว์ เป็นไงมั่งกับฟิคที่เพิ่งอ่านจบไป ที่แต่งตอนแรกนั้นมันเบื่อๆ แต่หลังๆนี่สิออกแนว....... เหอๆ คงพอจะรู้นะ

เราก็ไม่รู้ว่าฟิคนี้มันแรงไปมั้ยในความรู้สึกของเพื่อนๆ แต่เราว่ามันแรงช่วงท้ายๆอ่ะ อ่านแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง ก็เม้นท์บอกกันหน่อยนะ

ขอบคุณที่ช่วยอ่านนะ >w<

Comment

Comment:

Tweet

ชีวิตของคุงเหมินกับของนู๋เลยค่ะ
คนที่นู๋รักเสียไปตอน ม.1 ทามจัยแทบไม่ได้เลยคร๊า
มันเหมินนู๋ยุคลเดียวนัยโลก
แล้วตอนนั้นเหมินนู๋เปนบ้ารัยไม่รุร้องไห้ได้ทั้งวัลทั้งคืน
คืนแรกที่รุว่าท่านเสีย นู๋ร้องไห้จนไม่ได้นอนเลย
คิดถึงวัลเก่าๆๆ ก้อเส้ามาก
ตอนนี้ก้อดีขึ้น
ไม่ใช่ว่านุ่ไม่คิดถึงเขาแต่นู๋รู้สึกว่านุ๋มีสติมากขึ้นเท่านั้น
เองคร๊า ขอหั้ยคุนสุ้ค่ะ

#4 By การ์ตูน (110.164.120.56) on 2010-02-21 18:57

.. ระบายเล่าสู่กันฟังแบบนี้
ไงก็...ผม..ขอส่งกำลังใจผ่านอากาศธาตุและแมกไม้ตลอดครับ..

#3 By [Unlimited > tequilaboy ;-/ on 2006-08-17 17:03

อ่านแล้วนึกถึงใครบางคนแถวนี้

สู้ต่อไปนะ " ทาเคชิ "

#2 By neotokyo6 (124.121.46.222) on 2006-07-31 19:16

บอกคำเดียวครับ..สู้ สุ้

#1 By i - f i r m on 2006-05-31 09:17