The Legend Of Entrotrias : Poloque 2 (end)

posted on 09 Feb 2006 16:47 by silvercross in Entrotrias

จุดเริ่มต้น : ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง


ดวงตาคู่งามค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าผู้ที่นอนอยู่ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ก่อนที่เจ้าของดวงตานั้นจะพยายามปรับสายตาให้เข้ากับแสงไฟ เพื่อมองดูรอบๆ อย่างไม่ตั้งใจนักเพราะความสลึมสลือ

"ยูจังๆ ไปเรียกพี่มาเร็ว เค้าตื่นแล้ว" เสียงแหลมใสจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กสั่งอีกคน ที่หน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

"จ้าๆ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ ซาจังก็อย่าเพิ่งงาบพี่เค้าเข้าล่ะ" เสียงนุ่มใสของอีกคนตอบกลับมา แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะพูดกัดก่อนไป แล้วรีบวิ่งไปก่อนที่อีกคนจะได้ตอกกลับ

เด็กผู้หญิงที่เหลืออีกคนในห้องหันมามองผู้ที่อยู่ยนเตียง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของเด็กน้อยมองอย่างไม่วางตา เด็กน้อยเอื้อมมือของตนไปแตะหน้าผาก ก่อนที่จะขยับต่ำลงมา...

"ซาจัง! อย่าเพิ่งงาบคนป่วยสิ" เสียงเดิมกับที่พูดเมื่อตะกี้ ตะโกนเข้ามาขัดจังหวะ ทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องหยุดการกระทำของตนแล้วโต้กลับทันที

"เปล่านะ ชั้นแค่วัดไข้ให้เค้าเท่านั้นเอง ยูจังน่ะคิดมากไปได้"

"แต่เท่าที่พี่เห็นน่ะ เกือบจะเป็นอย่างที่ยูจังว่าแล้วนะ" เสียงทุ้มเอ่ยที่หน้าประตู ขยี้ผมเด็กทั้ง 2 คนอย่างเอ็นดู แล้วเดินเข้าไปที่เตียงเพื่อตรวจดูอาการของผู้ป่วยที่พึ่งฟื้น

"พี่เค้าเป็นอะไรมากมั้ยค่ะ" ทั้ง 2 คน พร้อมใจกันถาม

"มีไข้นิดหน่อยน่ะ ส่วนเรื่องอื่นพี่ว่าไม่ต้องห่วงแล้วล่ะ อ้ะ..." บาทหลวงหันมาตอบเด็กทั้ง 2 ผู้เป็นน้องของตน แต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะมือข้างที่ตรวจอาการอยู่นั้นถูกปัดออก

"นาย...เป็น...ใคร" เสียงที่เอ่ยออกมาแหบยิ่งนัก

"อย่าเพิ่งพูดอะไรน่า เจ้าเพิ่งฟื้นดูสิ ขนาดเสียงยังแหบซะขนาดนี้ เอ้า เอาน้ำไปกินซะก่อนไป ลุกไหวมั้ย" บาทหลวงหนุ่มพูดเป็นชุดเพื่อไม่ให้ถูกพูดแทรกอีก

"เดี๋ยวหนูช่วยเอง" 2 คน พูดพร้อมกันอีกครั้ง แล้วเข้าไปช่วยกันพยุงคนป่วยให้ขึ้นมานั่ง

"ขอบคุณ..." คนป่วยรับแก้วน้ำมาดื่มอย่างรวดเร็วและเริ่มถามทันทีที่น้ำหมดแก้ว "ที่นี่ที่ไหน พวกคุณเป็นใคร แล้วชั้นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร" แต่ก็ต้องทำสีหน้าแปลกๆ ด้วยไม่คุ้นกับเสียงที่ตนเอ่ยออกไปเลยแม้แต่น้อย

"ค่อยถามก็ได้น่า ไม่มีใครแย่งเจ้าพูดหรอก แล้วก็ไม่ต้องทำสีหน้าอย่างนั้นก็ได้"บาทหลวงเอ่ยอย่างขำๆ "ที่นี่เป็นโบถส์ประจำเมืองน่ะ ส่วนผมก็เป็นบาทหลวงประจำโบถส์แห่งนี้ แล้วอีก 2 คนนั้นก็เป็นน้องสาวของผมเอง"

"เห...แล้วพวกคุณชื่ออะไรฮะ" ถามต่อทันที แม้จะยังงงๆอยู่บ้างก็ตาม

"หนูชื่อซากุระ" เสียงแหลมใสรีบเอ่ยแนะตัวเป็นคนแรก

"ยูคิเมะค่ะ"แฝดอีกคนก็แนะนำตัวเองด้วย ถ้าจะแยกฝาแฝด 2 คนนี้ก็คงต้องฟังจากเสียงที่ซากุระพูดเพราะจะแหลมกว่าเล็กน้อย ส่วนยูคิเมะจะฟังดูนุ่มกว่า และทรงผมที่ผูกกันคนละข้าง ซากุระด้ายขวา ยูคิเมะด้านซ้าย

"ส่วนผมชื่ออากิระครับ แล้วคุณชื่ออะไรล่ะครับ" ชายหนุ่มบอกชื่อของตนมั่ง

"ชื่อ...ไม่รู้สิตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนึกยังไงก็นึกไม่ออกแฮะ" พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ซื่อบริสุทธิ์

"เอ๋! ว่าไงนะ" 3 เสียงพร้อมใจกันตะโกนขึ้นมา

"ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ" ยังคงพูดมาอย่างไม่ทุกร้อนราวกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

"งั้นพี่ก็ความจำเสื่อมน่ะสิ แล้วพวกหนูจะเรียกพี่ว่าอะไรดักันล่ะเนี่ย" ยูคิเมะพูดอย่างปลงๆ

"ใช่ๆ ซาจังก็ไม่รู้ชื่อพี่เหมือนกันอ่ะ" ซากุระเสริมมาอีกแรง

"อ่ะ...จริงสิ เมื่อวานตอนที่ผมพาคุณเข้ามาน่ะ ผมเห็นเจ้านี่หล่นจากมือของคุณน่ะ" อากิระยื่นล็อกเก็ตสีเงินให้กับคนป่วยผู้ที่ความจำเสื่อม

"ของชั้นเหรอ...รู้สึกคุ้นๆกับเจ้านี่อยู่หรอกนะ แต่มันจะบอกอะไรได้ล่ะ" คนป่วยพูดอย่างงงๆ แล้วเปิดเข้าล็อกเก็ตนั้นออก ข้างในเป็นรูปชายหญิงคู่หนึ่ง ฝ่ายชายมีผมสีทองซอยยาวประบ่า นัยน์ตาสีม่วงอเมทิตส์ ฝ่ายหญิงมีผมสีเงินยาวสยายถึงเอว นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเล อีกด้านของล็อกเก็ตถูกสลักเป็นคำว่า "แด่ เอริเอลลูกรัก จากพ่อและแม่ผู้ไม่อาจได้เลี้ยงดู" คราวนี้คนป่วยก็ต้องทำสีหน้าฉงนอีกครั้ง ก็เจ้าตัวเขารู้สึกว่าเป็นของตัวเองน่ะสิ แต่ชื่อที่เอ่ยถึงนี่มัน....

"เห...พี่ชื่อเอริเอลรึค่ะ แหมเพราะจังเลย เหมาะกับพี่มากๆ เลยล่ะ" ซากุระที่ถือวิสาสะแอบดูพูดชม

"ไหนๆ จริงด้วยๆ ผู้หญิงในรูปเหมือนพี่จังเลย แต่พี่สีตาเหมือนฝ่ายชายนะค่ะ ท่าทาง 2 คนนี้จะเป็นพ่อกับแม่ของพี่จริงๆน่ะแหละ" ยูคิเมะถึอโอกาสเข้ามาดูและพูดอีกคน

"ไม่จริงน่าก็ในเมื่อ..."เอริเอลไม่ได้พูดต่อจนจบ เพราะเจ้าตัวหันไปเห็นตัวเองในกระจกซะก่อน ผมสีเงินยาวนุ่มลื่นราวไหมพรมที่เมื่อยืนคงจะยาวถึงเข่า กับนัยน์ตาสีม่วงอเมทิตส์ อีกทั้งโครงหน้าที่เหมือนผู้หญิงในรูปไม่มีผิดเพี้ยน พอเอริเอลเห็นอย่างนั้นก็ถือโอกาสสลบลงไปนอนอีกครั้งทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็นอนมานานกว่า 4 วันแล้วแท้ๆ

*******************************

"องค์ชายมิคาเอล อยู่ไหนน่ะขอรับ ได้เวลาเรียนแล้วนะขอรับ" ชายหนุ่มที่ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นมหาดเล็ก ตะโกนตามหาองค์ชายของตน

"เราอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หนีไปไหนเสียหน่อย เจ้าจะรีบร้อนอะไรกันนักกันหนาเนี่ย" เด็กหนุ่มผมสีทองยาวถึงกลางหลังตะโกนลงมาจากกิ่งม้ที่สูงจากพื้นประมาณ 3 เมตร

"องค์ชาย! ทรงขึ้นไปทำอะไรบนนั้น่ะขอรับ รีบลงมาเถอะ ข้าพระองค์ยังไม่อยากต้องอาญาแผ่นดินนะขอรับ" มหาดเล็กคนเดิมกล่าวอย่างร้อนรน

"รู้แล้วๆ เจ้าน่ะเงียบๆ ไปเลยไป เรากำลังนอนกลางวันของเราอยู่ดีๆ จะมาปลุกทำไมกันล่ะ เอดิสต์" ไม่บ่นเปล่า นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลนั้นจ้องมองคนข้างล่างอย่างโกรธๆ ทำเอาผู้มาตามไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตาด้วย

"ท่านอิโอสให้มาตามองค์ชายไปเข้าเรียนน่ะขอรับ"มหาดเล็กนามเอดิสต์กล่าวตอบผู้เป็นนายของตนทั้งๆ ที่ ยังมิได้เงยหน้าขึ้นมาเลย

"อิโอสน่ะหรือ...ก็ได้ เจ้าไปก่อนเหอะเดี๋ยวเราตามไปทีหลัง" มิคาเอลสั่งเอดิสต์ ก่อนจะลุกขึ้นยืนบนกิ่งไม้นั้น เมื่อเอดิสต์จากไป เพราะไม่อยากถูกบ่นให้หูชากับเรื่องการลงจากบนนี้อีก เด็กหนุ่มกระโดดลงมาอย่างไม่กลัวที่จะขาหักเลยแม้แต่น้อย และสามารถลงถึงพื้นได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนใดๆ ทั้งสิ้น

องค์ชายน้อยที่กิริยาไม่เหมือนกับเป็นเจ้าชายเลยนั้น เพิ่งตื่นจากการบรรทมมานานนับ 10 ปี ร่างกายที่ไม่ได้ออกกำลังกายกลับแข็งแรงดีทุกอย่างเสียจนทหารบางคนที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดียังไม่แข็งแรงเท่า เรื่องมารยาทก็อย่าได้พูดถึง เหมือนลิงดีๆ ตัวหนึ่งก็เท่านั้น ยังดีที่องค์ชายยอมที่จะฟังคำสอนและตักเตือน ไม่เช่นนั้นแล้วในวังแห่งนี้คงวุ่นวายยิ่งไปกว่านี้เป็นแน่แท้

แต่หลายคนก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บ้าง ที่องค์ชายมิคาเอล เร ซอร์ฟอร์ด ผู้นี้สามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งที่ตอนก่อนจะเข้าบรรทมระยะยาวนั้นยังอายุได้เพียง 2 ชรรษาเท่านั้น และไม่มีทีท่าจะหลุดปากพูดอะไรออกมาเลย ยกเว้นแต่คำว่า 'แอ้' ที่ติดปากมาตั้งแต่เกิด ซ้ำยังอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบันนี้โดยไม่ได้ดื่มหรือกินอะไรเลยด้วย

"ท่านมิคาเอล จะให้ข้ารออีกนานแค่ไหนกันครับ ท่านควรจะมีความตรงต่อเวลามากกว่านี้นะ หากเป็นผู้อื่นอาจยกโทษให้ท่าน แต่สำหรับข้าแล้วไม่มีทางหรอกนะครับ" ชายหนุ่มในชุดผ้าคลุมสีดำทั้งตัวเอ่ย หากเป็นผู้อื่นแล้ว คงโดนอาญาเรื่องเครื่องแต่งกายไปแล้ว แต่สำหรับคนผู้นี้กลับได้รับข้อยกเว้นเป็นพิเศษ ทั้งยังไม่มีอาการเกรงกลัวต่อตำแหน่งเจ้าชายเลยแม้แต่น้อย สมกับที่ถูกเลือกให้มาเป็นผู้ดูแลองค์ชายคนเล็กผู้นี้

"มาแล้วล่ะน่า เลิกบ่นได้แล้ว น่าเบื่อ" มิคาเอลบ่นกลับไป

"ถ้าจะไม่ให้ข้าบ่น ท่านก็ควรมาให้ตรงเวลาสิครับ แล้วนี่ท่านขึ้นไปนอนบนต้นไม้อีกแล้วใช่มั้ย ข้าบอกท่านแล้วไม่ใช่รึ ว่าอย่าขึ้นไปนอนบนนั้นน่ะ แล้วก็คงกระโดดลงมาสินะครับ ก็น่าจะรู้อยู่ว่ามันอันตราย หากว่าท่านเป็นอะไรไปองค์ราชากับราชินีจะเสียใจแค่ไหน ไม่ได้คิดถึงเลยรึไงครับ" อิโอสทำการเทศนามิคาเอลอย่างไม่สนใจเสียงโอดครวญขององค์ชายตัวแสบ ก่อนจะกลับไปเป็นอิโอสคนเก่าที่ไม่แม้แต่จะปริปากพูด เดินนำมิคาเอลไปยังห้องสมุดอันเป็นสถานที่เรียนในวันนี้

"องค์ชายขอรับถือว่าข้าขอร้องล่ะขอรับ ช่วยกรุณาเรียนอย่างตั้งใจด้วยเถอะขอรับ อย่าให้ข้าต้องลำบากเลยนะขอรับ" ชายชราผู้รับหน้าที่ในการสอนองค์ชายตัวน้อย พูดออกมาอย่างเหลืออดจะทนแล้ว

"ก็มันเบื่อนี่ ท่านไม่มีอะไรที่น่าสนใจกว่านี้แล้วรึไงอ่ะ มัวแต่พล่ามเกี่ยวกับการปกครองอยู่ได้ ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนเลย" มิคาเอลตอบกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้าน

"โถ่ องค์ชาย ท่านเป็นถึงองค์ชายนะขอรับ การเมืองการปกครองเป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ของกษัตริย์องค์ต่อไปนะขอรับ" ชายชราชี้แจงเหตุผลให้เด็กหนุ่มฟัง หากแต่เจ้าตัวยังสามารถหาข้อโต้แย้งได้อีก

"งั้นก็ยิ่งไม่จำเป็นสำหรับเราน่ะสิ ยังไงเรื่องพวกนี้พวกท่านพี่ก็รับผิดชอบอยู่แล้ว งั้นเราไปล่ะนะ บาย" พูดจบมิคาเอลก็เหวี่ยงตัวออกจากหน้าต่าง หายเข้าไปในสวนพฤกษชาติ

ชายในชุดคลุมสีดำได้แต่ส่ายหัวอย่างเบื่อหน่าย ก่อนที่จะเดินไปยังห้องว่าราชการขององค์กษัตริย์ จะได้กราบทูลให้ทรงทราบถึงนิสัยของลูกชายคนเล็ก เผื่อจะมีวิธีที่จะแก้ไขได้บ้าง หรือจะส่งไปเรียนยังโรงเรียนก็ดีนะ ถึงจะเป็นการเพิ่มงานให้ตนเอง แต่หากคนอื่นๆในวังนี้ได้สงบลงบ้างก็ถือว่าดีแล้วล่ะนะ

_________________________

ยะโฮ่ว์ หวัดดีจ้า

แหะๆ ไม่ได้มาอัพตั้งนาน วันนี้เราเอาบทนำที่2มาลง บทนำคราวนี้ถือเป็นบทนำสุดท้าย คราวหน้าที่จะเอามาลงก็จะเป็นตอนแรกแล้วล่ะนะ

ลงในนี้ไม่รู้จะมีคนอ่านมั้ย แต่ถ้าเข้ามาอ่านแล้วก็ช่วยเม้นท์ด้วยนะ เราอยากได้คำติชมอ่ะ

เม้นท์ด้วยนะฮับ

บ้ายบาย

Comment

Comment:

Tweet

แหง่ว.... หวาดดีมิน!!!
กี๊ดดดด. ก่อนอื่นต้องขอโทดหลายๆ
พี่เพิ่งรุว่ามินมี blog!!!!!O_o"""
หลังจากนั่งเปิดอ่าน blog ตัวเองเล่น
กร๊ากกกก...ขอโทดอย่างแรงคร่าาาาาา!!!!>[]<~~
ปกติไม่ค่อยได้ดู comment อ่ะ
เพราะไม่คิดว่าจามีใครมาตอบ T^T
โทดนะฮ้าตัว >3<~
(ได้ข่าวว่ามินมาตอบนานโคดๆแร้ว T T)
ช่วง summer คงได้เจอกานนะคร้าบบบ!!
o^[]^o

#3 By SilverKnight on 2006-02-21 14:29

อ่านแล้วเพลินดีนะ..!

#2 By Waykin (61.90.9.204) on 2006-02-18 10:05

เห้นไม่ได้เขียนบล็อกซะนาน พอเขียนก็ดันกลายเป็นนิยายซะงั้นนะ

#1 By Nozomu on 2006-02-09 21:50